ประเพณีไทยการเกิด

 

ประเพณีการเกิด การเกิดเป็นเรื่องที่สังคมไทยให้ความสำคัญ ส่วนจะมีพิธีรีตองมากน้อยเพียงไรก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน หรือสังคมที่ตนอยู่ร่วมด้วย คนสมัยก่อนทำพิธีต่างๆก็เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดในระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อให้สอดคล้องได้ง่าย แม่จะได้ไม่เป็นอันตรายถึงตาย เพื่อคุ้มครองปกปักษ์รักษาทารกที่คลอดให้ออกมาโดยปลอดภัยเนื่องจากในระยะนี้ เด็กมีร่างกายบอบบางอ่อนแอ ความต้านทานโรคต่ำ

แต่เดิมมีความเชื่อว่า การทำพิธีเกิดจะช่วยป้องกันปัดเป่าผีร้ายที่จะมา ทำอันตรายแก่ทารกและแม่เพราะวิทยาการต่างๆ ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ คนจึงไปเชื่อในสิ่งลึกลับ เช่น เชื่อว่าผีบันดาลให้เป็นเช่นนั้น ต่อมาเมื่อมนุษย์เจริญขึ้น พอจะเข้าใจถึงความ เป็นไปต่าง ๆ ความเชื่อในเรื่องผีค่อย ๆ หมดไป แต่ชนบางพวกบางกลุ่มก็ยังนิยมปฏิบัติที่เขาทำ เช่นนั้นก็เพื่อความสบายใจหรือเขาทำให้เพราะท้องถิ่นที่เขาอยู่เห็นว่าควรทำ ไม่ทำจะเดือดร้อน แก่คนส่วนใหญ่ เขาจึงทำตามเพื่อไม่ได้ผิดประเพณีไทย และดูเป็นคนนอกรีตนอกรอยไป

พิธีการเกิดนี้จึงเป็นข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติของ หญิงที่กำลังจะเป็นแม่คน เริ่มตั้งครรภ์ เจ็บท้อง พอหลังคลอด ก็ต้องมีพิธีตัดสายสะดือ อาบน้ำ ฝังรกเด็ก โดยเฉพาะในสมัยโบราณการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าอย่างปัจจุบัน อัตราการตายของทารก แรกเกิดอยู่ในระดับสูง คนสมัยก่อนบางกลุ่มเชื่อว่าผีมาเอาตัวเด็กไป พ่อแม่จึงต้องทำบุญเด็กเป็นระยะ ๆ ตามวัย เช่น ทำขวัญโกนผมไฟ พิธีลงอู่ ตั้งชื่อ ทำขวัญเด็ก ปูเปลเด็ก โกนจุก (ถ้าไว้จุก)

เชื่อกันว่าทารกที่มาเข้าท้องของคนที่จะเป็นมารดานั้นเป็นการมาจุติของ เทวดา บางท้องที่จึงห้ามเด็กไม่ให้ชี้หรือทักผีพุ่งไต้ เพราะจะทำให้สิ่งที่จะมาเกิดนั้นไปเกิดในท้องหมา เมื่อมารดาเริ่มตั้งครรภ์จะมีอาการแพ้ท้อง บางคนอยากกินของแปลกๆ เช่น ข้าวดิบ ดินสอพอง คนเฒ่าคนแก่จะแนะนำให้รู้จักรักษาเนื้อรักษาตัวไม่ให้ทำงานหนัก ทำจิตใจให้สบาย ทำบุญตักบาตรทุกวัน เพื่อจะได้อธิษฐานให้ทารกในครรภ์มีอาการครบทั้ง ๓๒ ประการ และเป็นเด็กดี และมีข้อห้าม สำหรับคนท้องหลายประการด้วยกัน เช่น

ห้ามคนท้องพูดจาว่าร้าย หรือเสียดสีผู้อื่น

ห้ามคนท้องข้ามช่องที่เป็นทางน้ำไหลผ่าน

ห้ามคนท้องอาบน้ำตอนกลางคืน เพราะพรายจะมาเกิดหรือคลอดลูกจะแฝดน้ำ

ห้ามคนท้องอุดน้ำ หรือปิดกั้นทางน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำไหล (เชื่อว่ามีผลต่อน้ำคล้ำในท้องจะออกไม่หมด)

ห้ามคนท้องคิดถึงลูกในท้องในทางที่ไม่เป็นมงคล

ห้ามคนท้องเตรียมของสำหรับเด็กอ่อน

ห้ามคนท้องไปงานศพ หรืองานที่ไม่เป็นมงคล

ห้ามคนท้องดูภาพ หรือสิ่งของที่ไม่สวยงาม

ห้ามคนท้องย้ายบ้าน(จะยกของหนักได้)

ห้ามคนท้องเย็บปักถัดร้อย (เข็มอาจทิ่มตำนิ้วมือได้)

ห้ามคนท้องนอนหงาย ให้นอนตะแคงสลับกันด้านซ้าย-ขวา

ห้ามคนท้องไม่ควรกินพวก เนื้อ ไข่ อาหารหวาน เพราะจะทำให้คลอดยาก

ห้ามคนท้องทำร้าย หรือ รังแกสัตว์

ห้ามคนท้อง ไปเยี่ยมไข้ คนป่วย

ห้ามคนท้อง เข้าพิธีสวดขับไล่สิ่งไม่ดี ( สวดภาณุยักษ์ หรือพิธีรับขันธุ์ )

ห้ามคนท้องทำความสะอาดใต้เตียง หรือย้ายเตียง

ห้ามออกเดินทางไปไหนมาไหนในช่วงใกล้ค่ำ หรือโพล้เพล้

ห้ามคนท้องกินของเผ็ดจัด เพราะทำให้ลูกหัวล้าน ควรกินข้าวกับปลาเค็ม หรือปลาตัวเล็กๆ และดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนมากๆ เพราะจะทำให้คลอดง่าย และอื่นๆ อีกมากมายที่เขียนไม่ครบเนื่องจากได้รับฟังตอนที่พี่สาวตั้งท้องและแม่ได้ บอกกล่าวกับพี่สาวว่าสิ่งใดที่คนตั้งท้องไม่ควรทำ ซึ่งอาจจะมีมากกว่านี้

ขณะที่ท้องโตใกล้ถึงกำหนดคลอด แม่ทาน (หมอตำแย) จะมาคัดท้องให้บ่อยๆ เพื่อให้คลอดง่าย และไม่เข็ดไม่เมื่อย พอถึงกำหนดคลอดฝ่ายสามีและญาติมิตรเพื่อนบ้านจะมาช่วยจัดเตรียมหาฟืน ถ่าน แคร่สำหรับอยู่ไฟ และของจำเป็นอื่นๆ ในห้องคลอดจะเหลือเฉพาะแม่ทานกับผู้คลอดเท่านั้น แม่ทานจะเป็นผู้ทำคลอด เมื่อทารกคลอดออกมา แม่ทานจะรีบล้วงสิ่งที่ค้างอยู่ในปากทารกออกให้หมด ตัดสายสะดือด้วยไม้ไผ่แล้วใช้ด้ายเหนียวผูกสายสะดือ

การอาบน้ำให้ทารกแรกเกิดใช้น้ำอุ่นใส่เกลือ อาบเสร็จใช้ผงขมิ้นผสมดินสอพองบดละลายน้ำถูตัวเด็ก ใช้หัวไพลที่เศกอาคมผูกข้อมือเด็กเป็นการป้องกันผีร้าย แล้วนำเด็กลงเบาะโดยใช้คนซึ่งในวัยเด็กเป็นคนว่านอนสอนง่ายเป็นคนปูเบาะให้ ก่อนลงเบาะต้อเอาเด็กเวียนรอบเบาะ แล้วกล่าวว่า “ผีเอาไป พระเอามา” แล้ววางเด็ก ทำอย่างนี้จนครบ ๓ ครั้ง ในบางท้องที่จะวางเด็กในกระด้งมีผ้านุ่งของแม่ฉีกเป็นผ้าอ้อม ใต้เบาะจะมีสมุด ดินสอ เข็ม วางไว้ เพื่อเป็นเคล็ดให้เด็กรักการอ่านเขียน มีความคิดรอบคอบและเฉียบแหลม สำหรับ รกนั้นแม่ทานจะใส่หม้อดินใส่เกลือใช้ผ้าขาวห่อปิดผูกด้วยด้ายดิบสีขาวปนแดง แล้วเอาไปฝังบนจอมปลวกและหาสิ่งป้องกันให้สัตว์ขุดคุ้ยได้

หลัง จากคลอดทารกแล้ว ผู้เป็นแม่จะต้ออยู่ไฟโดยนอนบนแคร่ ใกล้แคร่จะใช้ก้อนหินทำเป็นเตา ไม้ฟืนที่ใช้นิยมใช้ไม้พลา ไม้โกงกาง ไม้ส้ม หรือไม้เนื้อแข็งที่ติดไฟได้นาน และมีขี้เถ้าน้อย แม่ทานจะคอยเอาหินก้อนเส้าเผาไฟใช้น้ำราด แล้วเอาผ้าห่มมาวางบนท้อง เพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น มีการช่วยบีบ เหยียบ นวด ดัดตัวให้ผู้เป็นแม่ของารก

การ เตรียมอาหารให้ผู้อยู่ไฟต้องเป็นอาหารที่ช่วยให้แม่มีน้ำนมมากๆ เช่น หมู ไก่ ตับผัดขิง และแกงเลียงหัวปลี และห้ามไม่ให้กินของเย็น เช่น น้ำแข็ง แตงโม เพราะทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก

การอยู่ไฟจะกำหนดให้อยู่ครบวันคี่ เพราะจะทำให้มีลูกห่าง เมื่อครบกำหนดแล้วจะออกไฟ แม่ทานจะมาทำพิธีโดยเอาน้ำมนต์ประพรม และราดไฟให้ดับสนิท ก้อนเส้าใช้น้ำมนต์ประพรมแล้วห่อผ้านำไปเก็บไว้ที่แม่ทานตั้งไว้เมื่อก่อนจะ คลอด หลังจากนั้นก็จะจุดเทียนบูชาครูเก็บเงินที่ตั้งราดไว้ สิ่งของที่เหลืออื่นๆ จะนำไปทิ้งในป่าเรียกว่าสบัดราด แล้วนำแม่ลูกไปอาบน้ำ ให้แม่แต่งตัวด้วยชุดใหม่ สำหรับเด็กเช็ดตัวให้แห้ง ลูบไล้ตัวด้วยขมิ้นบดผสมด้วยดินสอพองแล้วนำลงเปล

ก่อนนำเด็กลงเปล มีการผูกเปลให้เด็ก แม่ทานจะบริกรรมคาถาเชื้อเชิญแม่ซื้อให้อยู่กับเด็กการปูเปลเด็กจะใช้ ผู้ใหญ่ที่เคยเลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ ตอนเป็นเด็กมาช่วยปูให้ เพราะเชื่อว่าเด็กจะได้มีนิสัยเหมือนคนปูเปล พิธีขึ้นเปลต้องจัดสำรับประกอบด้วย มีขนมแดง ขนมขาว หมาก พลู หมู ข้าวเหนียว เซ่นบูชาแม่เปล ตอนอุ้มเด็กลงเปล แม่ทานจะกล่าวว่า “พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา” แล้ววางทารกลงเปลให้นอนหงายศีรษะทางทิศตะวันออก หรือทิศใต้ และขับกล่อมเด็กด้วยการร้องเพลงร้องเรือ

ซึ่งในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการทางการแพทย์ ประเพณีไทย นี้จึงหาดูได้ยากเต็มทีและหลงเหลืออยู่แต่เพียงสิ่งที่คนตั้งท้องทำแล้วจะเป็นอันตรายเท่านั้น

ที่มาของประเพณีไทยการเกิด : http://kno.sru.ac.th

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*