ประเพณีไทย ประเพณีเกี่ยวกับการเผาศพ


ประเพณีไทยการเผาศพ ถือเป็นประเพณีเกี่ยวกับชีวิต ที่มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งในบทก่อนๆ ได้กล่าวถึงประเพณีการเกิด ประเพณีการบวช ประเพณีการแต่งงานจนมาถึงประเพณีไทยสุดท้ายที่ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถหลีกหนีได้พ้น ตามความเชื่อของทางพระพุธศาสนา ร่างกายของมนุษย์คือธาตุ ๔ ได้แก่

ดิน คือ เนื้อ หนัง กระดูก ฟัน

น้ำ คือ เลือด เหงื่อ น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำลาย

ลม คือ ลมหายใจเข้า-ออก

ไฟ คือ อุณหภูมิของร่ายกาย

เมื่อเสียชีวิตไปแล้วหรือการละสังขาร เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ที่ตายไปแล้วนั้นจะมีการเน่าเปื่อยไปตามเวลา อีกทั้งอาจเป็นพาหะในการนำโรคให้กับมนุษย์ที่อยู่ในภายหลัง จึงต้องมีการกำหนดพิธีหรือประเพณีเผาศพ ให้ถูกต้อง ถึงแม้การตายจะนำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจของผู้ที่ใกล้ชิด หรือผู้เป็นที่รักใคร่ แต่สุดท้ายทุกคนหนีไม่พ้นสิ่งๆนี้ไปได้ ส่วนในการประกอบพิธีมีลำดับขั้นตอนดังนี้

การอาบน้ำศพ คือการอาบน้ำชำระศพให้สะอาด เมื่ออาบน้ำแล้วต้องหวีผม หวีที่ใช้นั้นเมื่อเสร็จแล้วต้องหักทิ้ง ใช้ผ้าขาวนุ่งให้ศพโดยเอาชายพกไว้ข้างหลัง เมื่อนุ่งห่มเช่นนี้แล้ว ให้นุ่งห่มตามธรรมดาทับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นปริศนาธรรม อธิบายได้ว่า คนเราเกิดมา ตายแล้วเกิดใหม่ ทนทุกขเวทนาเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น เมื่ออาบน้ำ นุ่งผ้า หวีผมให้ศพเรียบร้อยแล้ว จะต้องปิดหน้าศพ การปิดหน้าศพใช้ขี้ผึ้งหนาประมาณครึ่งนิ้ว กว้างยาวขนาดหน้าของศพ แผ่ปิดหน้าเหมือนปิดด้วยหน้ากาก ในราชสำนักถ้าเป็นพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน จะใช้แผ่นทองปิดพระพักตร์ นอกจากนี้มีกรวยดอกไม้ ธูปเทียน ใช้ดอกไม้หนึ่งดอกเทียนหนึ่งเล่ม ใส่กรวยใบตอง หรือจะใช้เป็นดอกบัวก็ได้ ให้ศพพนมมือถือไว้ เพื่อนำไปไหว้พระจุฬามณีบนสวรรรค์

หลังจากนี้ก่อนทำการบรรจุลงโลง หีบ หรือ โกศ จะจัดให้ญาติ พี่น้อง ได้ทำการไหว้ศพและรดน้ำศพผู้ตาย โดยจะจัดให้ผู้ตายยื่นมือขวาออกมา และรองไว้ได้ขันรับน้ำ ส่วนน้ำรดศพจะเด็ดดอกไม้ต่างๆ เช่น ดอกกุหลาบ ดอกดาวเรือง ใส่ลงไปในน้ำรดศพ และมีขันเล็กๆสำหรับให้ญาติๆ ตักน้ำขึ้นมารดที่มือศพ ซึ่งมีความเชื่อว่าให้คนที่มีชีวิตให้ขออโหสิกรรมจากศพหรืออธิฐานให้วิญญาณ ผู้ตายไปสู่สุขติ

การนำน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ เมื่อถึงเวลาจะเผาศพ จะนำมะพร้าวผลหนึ่งกะเทาะเปลือกเตรียมไว้ต่อยเอาน้ำรดหน้าศพ (เนื้อมะพร้าวที่หลังจากใช้น้ำล้างหน้าศพแล้วเชื่อกันว่าถ้าใครได้กินจะแก้ การนอนกัดฟันได้) เรื่องนี้อธิบายเป็นปริศนาธรรมได้ว่า น้ำที่อยู่ในมะพร้าวมีเครื่องห่อหุ้มหลายชั้น เป็นของสะอาดผิดกับน้ำธรรมดา ซึ่งขุ่นระคนไปด้วยเปือกตม เปรียบด้วยกิเลศราคะที่ดองสันดานอยู่ เมื่อเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ หมายความว่า ได้เอาสิ่งที่สะอาดจริง ๆ ล้างสิ่งโสโครก เท่ากับเอากุศลกรรม ฉะนั้น

ประเพณีมอญ ก่อนเผาศพ ทอดผ้าขาวชักมหาบังสุกุล จะต่อยมะพร้าว เอาน้ำราดหัวโลง ส่วนประเพณีชวา เวลานำศพลงหลุมจะต่อยมะพร้าวซีกหนึ่งวางไว้ทางศีรษะศพ อีกซีกหนึ่งวางไว้ปลายเท้าศพ

มะพร้าวนั้น ตามคติอินเดียในมัธยมประเทศ ถือว่าเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า ศรีผล หรือผลไม้ที่มีสิริ มะพร้าวเป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์เมื่อจะทำพิธีใด ๆ จะขาดมะพร้าวไม่ได้ ส่วนงานศพพวกพราหมณ์บางแห่ง เมื่อหามศพไปถึงป่าช้าที่เผาวางพักศพลงบนแท่นที่พักศพก่อด้วยอิฐ เรียกว่าแท่นวิศราม นำมะพร้าว ๔ ผล ที่ผูกติดมากับที่หามศพต่อยให้แตก แล้วจึงยกศพไปเผา ตามคติของชาวฮินดูที่ว่าเวลาโยคีตายไป วิญญาณหรืออาตมันจะออกทางขม่อม เมื่อโยคีตนใดจะตาย เขาจะยกเอาไปไว้ในที่โปร่ง ๆ เพื่อให้อาตมันออกไปได้สะดวก เวลาเผาศพ พวกฮินดูฝ่ายเหนือ จะเอาไม้กระทุ้งกระโหลกศพให้แตก ในขณะที่ไฟไหม้ศพจวนจะมอด เพื่อให้อาตมันออกไป บางแห่งกล่าว พวกสันยาสี (นักบวช) เมื่อรู้ตัวว่าจะตาย สั่งให้พวกศิษย์พยุงตนขึ้นนั่งในหลุมที่เตรียมไว้และโรย เกลือให้ทั่ว พอจวนสิ้นใจ ศิษย์คนหนึ่งจะเอามะพร้าวห้าวหรือหินกระแทกศรีษะสันยาสีโดยแรง เพื่อให้ขม่อมแยกอาตมันจะได้หนีไปทางเบื้องสูง ถ้าไม่เช่นนั้น เวลาตายอาตมันจะออกทางทวารหนัก ซึ่งถือว่าไม่ดี เป็นเครื่องหมายของคนบาป คล้ายกับเรื่องทุบกะโหลกมะพร้าวของเรา ซึ่งอาจเป็นได้ว่าเราได้คตินี้มาจากฮินดู แต่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะยังรู้สึกสมเพชเวทนาศพอยู่ จึงเปลี่ยนเป็นต่อยมะพร้าวแทน เพื่อนำน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ ซึ่งเชื่อกันว่าน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ ซึ่งเชื่อกันว่า น้ำมะพร้าวเกิดจากศรีผล หรือผลไม้อันเป็นสิริ จึงนำมาล้างหน้าศพเพื่อเอาเคล็ดดังกล่าว

การนำเงินใส่ปากศพ เพื่อเป็นทางให้พิจารณาว่าบรรดาทรัพย์สินที่สะสมไว้ แม้มากเท่าใดก็นำไปไม่ได้จะเอาไปได้ก็แต่กรรมดีที่ติดตามไป แต่อย่างไรก็ตามชาวยิวก็ยังนิยมเอาเหรียญเงินใส่ปากศพ ส่วนชาวยุโรปที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก จะเอาเงินหนึ่งเพนนีวางไว้ตรงกระบอกตาของผู้ตาย เพื่อเป็นค่าจ้างข้ามแม่น้ำแห่งความตาย ตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ

การบรรจุศพ มีทั้งหีบศพ โกศ โลงศพ การนำศพใส่โกศ สำหรับพระเจ้าแผ่นดินนั้นเนื่องจากคติทางศาสนาพราหมณ์ว่า เป็นเทวดาจุติลงมาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว พระวิญญาณจะเสด็จคืนไปสู่สวรรค์ก่อนถวายพระเพลิงจึงต้องแต่งพระสรีระให้สม กับที่เป็นเทวดา และต้องถวายพระโกศใส่พระศพให้เหมือนประทับในปราสาท แต่เดิมมีพระโกศเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน ต่อมาโปรดเกล้าฯให้ใส่โกศเป็นเกรียติยศไปถึงพระศพพระมเหสี และเสนาบดีผู้มีความชอบต่อแผ่นดิน ปัจจุบันผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตั้งแต่ชั้นประถมมาภรณ์ มงกุฎไทยขึ้นไป ก็จะได้รับพระราชทานโกศใส่ศพ

บุคคลธรรมดา ใช้บรรจุศพลงในหีบศพ และยังมีหีบศพที่เป็นหีบพระราชทานแก่ผู้สมควรได้รับพระราช-ทานซึ่งไม่ถึง ขั้นที่จะพระราชทานโกศ เช่น หีบเชิงชาย

เมื่อบรรจุศพลงในหีบแล้ว จะได้กล่าวถึงพิธีกรรมในงานต่อไป เริ่มต้นเมื่อเข้าไปในงานศพ เราจะเห็นพวงหรีด ที่องค์หรือผู้คุ้นเคย ญาติสนิทมิตรสหายของผู้ตาย นำไปเคารพศพ

พวงหรีด ต้นเหตุที่เกิดการวางพวงหรีดในงานศพเชื่อกันว่า พวงมาลาเป็นของสูงสำหรับรัดเศียรเทวดาต่อมากลายเป็นพวงหรีด อาจเป็นเพราะพวงหรีดไม่อ่อนปวกเปียกเหมือนพวงมาลา ใช้สอยได้สะดวก ของไทยสวมพวงมาลา การสวมพวงมาลาให้แก่ผู้ตาย ถือว่าเป็นการให้เกียรติผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นพิธีกรรมของฮินดูในการสวมพวงมาลัยให้แก่ผู้ตาย แต่ปัจจุบันการนำพวงหรีดไปวางหน้าศพผู้ตาย ถือกันว่าเป็นการไว้อาลัยหรือเป็นเครื่องหมายแสดงความเศร้าโศกเท่านั้น

การตามไฟหน้าศพ เป็นพิธีกรรมทางฮินดู แต่เดิมไฟนั้นใช้น้ำมันมะพร้าวใส่กะลามะพร้าว ใช้นมไม้ทองหลางร้อยด้ายเป็นไส้ บางทีใส่เกลือด้วย มีภาชนะบรรจุข้าวเปลือกกรองรับตะเกียงกะลามะพร้าว เหตุที่ตามไฟศพ อธิบายตามหลักพระพุทธศาสนาว่า มนุษย์เรานั้นมี ๔ จำพวก

๑. มาสว่างไปสว่าง พวกที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนามีความเลื่อมใสนับถือ เจริญภาวนาปฏิบัติธรรมจึงได้ชื่อว่า มาสว่างไปสว่าง

๒. มาสว่างไปมืด พวกที่เกิดในพระพุทธศาสนาแต่ไม่เลื่อมใสศรัทธา ไม่ประพฤติปฏิบัติในศีล ไม่เลื่อมใสและไม่ปฏิบัติธรรม พวกนั้นถือว่า มาสว่างไปมืด

๓. มามืดไปสว่าง คือคนที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ภายหลังมาเลื่อมใสศรัทธาบำเพ็ญทานศีลภวานาได้ชื่อว่ามามืดไปสว่าง

๔. มามืดไปมืด คือพวกที่เกิดมาจนตายก็ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ได้ชื่อว่ามามืดไปมืด

การสวดหน้าศพ พระภิกษุทั้ง ๔ รูปจะสวดบทสวด ถือว่าเป็นเรื่องสอนคนเป็นเพื่อจะได้พิจารณาในมาณานุสสติ

การทำบุญหน้าศพ ตามประเพณีจีนและมอญนั้นจะทำบุญหน้าศพทุก ๆ วัน นับตั้งแต่วันตายไปจนครบ ๗ วัน เมื่อครบ ๗ วันแล้ว จึงจะทำบุญอีกครั้งหนึ่งและทำไปอีก ๗ ครั้ง ครบ ๕๐ วัน แล้วหยุดไปถึง ๑๐๐ วัน จึงทำพิธีใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย และพิธีกงเต็กในงานศพก็ทำเช่นกัน

ประเพณีของคนไทย เดิมเราไม่มีการทำบุญ ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน เพราะเราจะไม่เก็บศพไว้เกิน ๗ วันแต่การทำบุญดังกล่าวเป็นประเพณีของจีนและมอญ เพิ่งมีทำในราชกาลที่ ๕ ครั้งงานพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ มีการทำกงเต็ก ถือเป็นประเพณีที่เกิดขึ้น และมีสืบมาจนทุกวันนี้ และถือเป็นต้นแบบการทำบุญที่เรียกว่า สัตตมวาร (ทำบุญ ๗ วัน) ปัญญาสมวาร (ทำบุญ ๕๐ วัน) และสตมวาร (ทำบุญ ๑๐๐ วัน)

การนำศพเวียนเชิงตะกอน โดยการเวียนซ้ายไปขวาให้ครบ ๓ รอบ อธิบายเป็นปริศนาธรรมได้ว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้ง ๓ เป็นการเตือนสติผู้ยังไม่ตาย แต่บางท่านว่า เวียน ๓ รอบ ได้แก่ พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา เกิดมาเป็นทุกข์ มีความปรวนแปร ในที่สุดก็ตายเอาอะไรไปก็ไม่ได้ เป็นของเปล่าทั้งสิ้น ประเพณีฮินดูผู้เป็นทายาทเท่านั้นจะเวียนเชิงตะกอน ๓ ครั้ง และแบกหม้อน้ำไปด้วย ปล่อยให้น้ำหยดไปตลอดทาง แล้วเอาหม้อกระแทกกับหัวศพให้หม้อแตก หรืออีกนัยหนึ่ง ให้ผู้ตายได้ร่ำลาบรรดาญาติสนิทมิตรสหายที่มาร่วมงาน

การปลงศพ ตามแบบฉบับของอินเดีย มี ๒ แบบ

๑. คติทางพระพุทธศาสนา ใช้หีบศพใส่ศพ เมื่อเผาแล้วนำอัฐิไปบรรจุในสถูปหรือเจดีย์

๒. คติทางศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ใช้โกศใส่ศพ เมื่อเผาแล้วนำอัฐิลอยน้ำ

ข้อนี้ยังเป็นประเพณีไทยของคนไทยส่วนมาก ที่เรียกกันว่า “ลอยอังคาร” ที่เป็นเช่นนี้เพราะได้อิทธิพลทางศาสนาพราหมณ์จากขอม

การเดินสามหาบ หลังจากทำพิธีเผาศพแล้ว จะมีกรรมวิธีที่ถือกันว่าเป็นประเพณีเก่าแก่ เรียกว่า การเดินสามหาบ คือ การจัดทำสำรับคาวหวานหาบไปถวายพระสงฆ์ในวันรุ่งขึ้นจากที่ได้ทำพิธีเผาแล้ว

แปรรูปเก็บอิฐ เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากเผาศพแล้วจะนำอัฐิในกองฟอนมาเรียงเป็นรูปคน โดยเก็บส่วนของกระดูกเข้าลำดับของรูปเท่าที่จะทำได้ โดยหันหัวของรูปไปทางทิศตะวันตก สมมุติว่าตาย แล้วนิมนต์พระมาบังสุกุลผู้ตาย เสร็จแล้วเกลี่ยแปรรูปทำเป็นรูปใหม่ให้หันหัวไปทางตะวันออก สมมุติว่าเกิด และเอาเงินปลีกวางไว้บนอัฐิ ใช้ดอกไม้โปรยและประพรมด้วยของหอม แล้วพระจะบังสุกุลอีกครั้ง เสร็จแล้วเก็บอัฐิบางส่วนบรรจุไว้ในสถูปหรือเจดีย์ ส่วนอัฐิและเถ้าถ่านที่เหลือนำไปลอยในแม่น้ำ ที่เรียกกันว่า ลอยอังคารซึ่งเป็นคติทางศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

การไว้ทุกข์ อาจเป็นเรื่องยุ่งยากด้วยเรื่องเกียรติยศและการถือชั้นกัน แต่ก่อนมีทั้งนุ่งดำ นุ่งขาว นุ่งน้ำเงิน และนุ่งผ้าสีนกพิราบ บางทีมีการโกนหัว อย่างไรก็ตามปรกติจะใช้สีดำ แต่ถ้าเป็นคนจีน คนในบ้านจะนุ่งขาวตลอดในวันปลงศพ แต่ถ้าเป็นแขกจะนุ่งดำและน้ำเงินสำหรับสีน้ำเงินนี้น่าจะเกิดขึ้นในรัชกาล ที่ ๖เนื่องจากข้าราชการในสมัยนั้นนุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน เมื่อไปในงานศพที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติกับผู้ตาย แต่ประสงค์จะให้เป็นเกียรติยศแก่งาน จึงแต่งเครื่องแบบข้าราชการพลเรือนไป

การโกนหัวไว้ทุกข์ ได้รับอิทธิพลจากอินเดียในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธ-ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต ได้มีการให้ชายและหญิงโกนผมทุกคน เดือนละครั้ง จนกว่าจะถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อครั้งกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทสวรรคต ใน พ.ศ. ๒๓๔๖ ก็เช่นกัน แต่มีบางเมืองยกเว้นเพื่อปิดบังไม่ให้ข้าศึกรู้เรื่องการสวรรคตเมืองที่ได้ รับการยกเว้นได้แก่ เมืองตาก กำแพงเพชรศรีสวัสดิ์ ไทรโยค เมืองหน้าด่าน ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน เชียงใหม่ หลวงพระบาง เวียนจันทน์ เมืองลาว เมืองเขมร ให้มีตราบอกไปให้ทราบ

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า ตามโบราณราชประเพณี เวลาพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต พระบรมวงศ์ ข้าราชการและบรรดาราษฎรทั้งหลาย ต้องโกนผมแทนการไว้ทุกข์ทั่วพระราชอาณาจักร การไว้ทุกข์ด้วยวิธีการดังกล่าวนั้น ย่อมเป็นเครื่องเดือดร้อนอยู่เป็นส่วนมาก จึงมีพระบรมราชโองการให้ยกเลิกการโกนผมตั้งแต่นั้นมา

มีประเพณีทางภาคอีสานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบอกงานศพ กล่าวคือจะใช้วิธีตีกลอง ใครได้ยินก็ไปเองตามใจสมัคร ไม่จำเป็นต้องบอก จะบอกแต่คนที่โกรธกับผู้ตาย เพื่อให้ไปขอขมาลาโทษเป็นครั้งสุดท้าย แต่ในปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะถือกันว่าการไปเผาศพเป็นเรื่องได้บุญ จะรู้จักหรือไม่รู้จักก็ไปเผาได้ประการสำคัญหนังสือที่เจ้าภาพพิมพ์แจกในงาน ศพ เป็นหนังสือที่มีผู้ประสงค์จะได้รับกันมาก เพราะส่วนมากเรื่องที่นำมาพิมพ์นั้น หาไม่ได้ในตลาดหนังสือทั่วไป

จารีตประเพณีที่เป็นความเชื่อว่าก่อนที่จะเดินทางไปงานศพ ให้เด็ดใบทับทิมใส่กระเป๋า หรือนำติดตัวไปด้วยก่อนเข้างาน เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่ดี

จารีตประเพณีไทยที่พึงทำเมื่อกลับจากงานเผาศพ ต้องล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้า หรืออาบน้ำชำระร่างกายเพื่อปลดเปลื้องมลทินที่ไปเผาศพ เพื่อล้างจัญไรที่อาจติดมาให้สะอาดหมดจดกลับเป็นมงคลอีก ประเพณีที่ทำกันใน ชนบท จะตักน้ำใส่ครุตั้งไว้หลาย ๆ ครุ เมื่อเสร็จจากเผาศพ ผู้ที่มาจะวักน้ำในครุล้างหน้าและล้างศีรษะก่อนกลับบ้าน และคนไทยสมัยก่อนเมื่อกลับจากพิธีเผาศพ จะไม่ออกไปยังไร่ นาข้าว ที่ตนทำไว้เนื่องจากจะทำให้ผลผลิตออกมาไม่ดี

ขอบคุณข้อมูลประเพณีไทย ประเพณีเกี่ยวกับการเผาศพจาก : http://www.thairegaliabychad.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*