Archive for ประเพณีไทยภาคอีสาน

ประเพณีไทย ประเพณีแห่นางแมวขอฝน

ประเพณีแห่นางแมวขอฝน เป็นความเชื่อของชาวอีสานว่า ถ้าเมื่อถึงฤดูฝนแล้วต้องทำนาแล้วไม่มีน้ำที่จะมาทำนาหรือทำการเกษตรก็จะทำ พิธีแห่นางแมวเพื่อขอฝนจากเทวดาเพื่อให้ฝนตกลงมาให้ชาวเกษตรกรมีน้ำในการทำ การเกษตร ซึ่งจะจัดทำขึ้นในระหว่างเดือน ๗- ๙ และนิยมทำกันทั่วไปในภาคอีสาน แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นประเพณีไทยประจำปี จะทำเฉพาะในปีใดที่ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นจะกระทำจนกลายเป็น ประเพณีขอฝน ที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ พิธีแห่นางแมวขอฝนจะใช้แมวสีดำที่ใช้ในการแห่นางแมว ประเพณีแห่นางแมวขอฝน วันประกอบพิธีไม่ มีวันกำหนดที่แน่นอน โดยมากมักจะเป็นวันพระ เมื่อตกลงกำหนดวันเรียบร้อยแล้วชาวบ้านจะจัดเตรียมสถานที่เกี่ยวกับพิธีที่ วัด วันทีทำพิธีจะนำแมวสีดำมาใส่ไว้ในกระทอซึ่งทำจากไม้เหมือนกรง

สิ่งของที่ใช้ในการทำพิธีแห่นางแมวขอฝน กะทอหรือเข่ง แมวสีดำตัวเมีย ๑ ตัว เทียน ๕ คู่ ดอกไม้ ๕ คู่ ไม้สำหรับสอดกะทอให้คนหาม ๒ ท่อน

 

ประเพณีแห่นางแมวขอฝน ชาวบ้านจะรวมตัวกันจะมีผู้นำซึ่งต้องเป็นคนที่กล่าวขอฝนได้มาแล้วทำการนำแมว ไปไว้ในกระทอแล้วให้คนหาม แล้วทำการเดินไปรอบ ๆ หมู่บ้าน พร้อมกับพูดขอฝนจากเทวดาซึ้งเป็นภาษาที่ชาวบ้านใช้กัน ก็จะมีการเคาะไม้ตีกลอง เดินไปรอบ ๆ หมู่บ้านจนครบทุกหลังเพื่อให้เอาน้ำมาสาดแมวให้แมวร้อง ทำไปจนเสร็จพิธีหรือฝนตก การทำพิธีแห่นางแมวขอฝนก็เป็นความเชื่ออีกอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านสืบทอดกันมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีแห่นางแมวขอฝน : play-ville.com, esanindy.com

ประเพณีไทย ประเพณีบุญข้าวจี่


ประเพณีบุญข้าวจี่ ปิดทองบวงสรวงหลวงพ่อพระไชยเชษฐา นับว่าเป็นประเพณีไทยเก่า แก่อีกอย่างหนึ่งของชาวบ้านในพื้นที่ของอำเภอสุวรรณ คูหา ซึ่งได้จัดขึ้นที่บริเวณ วัดถ้ำสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ถือเป็นงานประเพณีที่สำคัญของชาวอำเภอสุวรรณคูหา จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เพื่อเป็นการสักการะบวงสรวง สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างในอดีต ซึ่งเล่าขานสืบต่อกันมาว่า เป็นผู้บุกเบิกก่อตั้ง วัดถ้ำสุวรรณคูหาแห่งนี้ และสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นประจำวัด ปางมุจรินทร์ หรือปางนาคปรก หรือรู้จักกันโดยทั่วไปในนาม “หลวงพ่อพระไชยเชษฐา” ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่ชาวอำเภอสุวรรณคูหาให้ความเคารพนับถือมาตั้งแต่สมัยโบราณ

การจัดงานในปีนี้ นอกจากเพื่อเป็นการสืบสานประเพณีไทยและ วัฒนธรรมอันดีงานของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไปแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกระดับสถานที่ท่องเที่ยว วัดถ้ำสุวรรณคูหา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆของอำเภอสุวรรณคูหา

สำหรับข้าวจี่ คือ ข้าวเหนียวนึ่งให้สุขแล้วนำมาปั้นเป็นก้อนโตประมาณเท่าไข่เป็ดขนาดใหญ่หรือ ผลมะตูมขนาดกลาง ปั้นให้แน่นแล้วทาเกลือให้ทั่วเสียบใส่ไม้ย่างไฟหรือจะย่างบนตะแกรงเหล็กก็ ได้ด้วยถ่านไฟพลิกไปมาให้สุกเหลืองพอดีจนทั่วจึงเอาออกมาทาด้วยไข่ ซึ่งไข่นั้นจะต้องตีให้ไข่ขาวและไข่แดงเข้ากันดีแล้วทาจนทั่วปั่นข้าวเอาไป ย่างไฟให้สุกอีกทีหนึ่ง บางแห่งนิยมใส่น้ำอ้อยด้วย ดังคำโบราณที่ว่า “ เดือนสามค้อยเจ้าหัวคอยปั่นข้าวจี่ ข้าวจี่บ่มีน้ำอ้อยจัวน้อยเช็ดน้ำตา ”

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีบุญข้าวจี่ : baanjomyut.com

ประเพณีไทย ประเพณีแห่เทียนพรรษา


ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาเป็นประเพณีไทยเนื่องในพระพุทธศาสนากระทำกัน ในวันเข้าพรรษา ในสมัยแรกยังไม่มีประเพณีแห่เทียนเช่น ปัจจุบัน ชาวบ้านจะฝั่นเทียนยาวรอบศีรษะไปถวายพระเพื่อจุดบูชา จำพรรษา หาน้ำมันไปถวายพระสงฆ์และหาเครื่องไทยทานและผ้าอาบน้ำฝน ไปถวายพระสงฆ์

ต่อมาในสมัยพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสุธรรมสิมธิประสงค์ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ที่เมืองอุบลฯ คราวหนึ่งมีการแห่บั้งไฟที่วัดกลาง มีคนไปดูมาก ในการแห่บั้งไฟมีการทะเลาะวิวาททุบตีกันถึงแก่ความตาย ทรงเห็นว่าประเพณีบุญบั้งไฟไม่ เหมาะสมเพราะบางครั้งบั้งไฟแตกถูกประชาชนบาดเจ็บ มีการเล่นคลุกดินคลุกโคลนสกปรกเลอะเทอะ ทั้งไม่ใช้ประเพณีทางศาสนาจึงให้ ยกเลิกประเพณีนี้ เปลี่ยนเป็นประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาแทน

การแห่เทียนเข้าพรรษาแต่เดิมไม่ได้ทำใหญ่โตเช่นปัจจุบัน ชาวบ้านร่วมกัน บริจาคเทียนแล้วนำเทียนมาติดกับลำไม้ไผ่ หากกระดาษสีเงินสีทองเป็นลายฟันปลา บิดตามรอยต่อเสร็จแล้วก็แห่ไปถวายวัด ส่วนการทำเทียนในปัจจุบันแบ่งเป็น ๒ ประเภท แบบติดพิมพ์ และแบบแกะสลัก

การทำเทียนแบบติดพิมพ์ ใช้เครื่องมืออุปกรณ์มาก ขั้นตอนสลับซับซ้อนโดยวิธีพิมพ์ดอกจากแบบพิมพ์ แล้วนำมาติดกับลำต้น ลวดลายละเอียดเล็กยาว ไม่นูนหนา ลำต้นเทียนเล็กกว่าแกะสลัก
การทำเทียนแบบแกะสลัก วิธีการจะไม่สลับซับซ้อน ลักษณะลำต้นใหญ่กว่าแบบติดพิมพ์ การแกะดอกหรือการแกะสลักหรือการแกะสลักลวดลายจะแกะจากลำต้น ลวดลายมีขนาดใหญ่ นูนหนา ลึกสลักซับซ้อน

ช่างเทียนคนแรกคือ พ่อโพธิ์ ส่งศรี ส่วนช่างแกะสลักเทียนที่มี ชื่อเสียงในปัจจุบันถ้าเป็นประเภทติดพิมพ์คือ นายประดับ ก้อนแก้ว ช่างเทียนประเภทแกะสลักได้แก่ นายอุตส่าห์ จันทรวิจิตร ทั้งสองท่านได้รับ การยกย่องเป็นบุคคลดีเด่นด้านวัฒนธรรม สาขาวิจิตรศิลป์ของ สำนักงาน วัฒนธรรมแห่งชาติ

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีแห่เทียนพรรษา : kanchanapisek.or.th

ประเพณีไทย ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง


ชาวบ้านในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ และใกล้เคียง เชื่อกันว่าในชั่วชีวิตของตนต้องขึ้นเขาพนมรุ้ง เพื่อที่ไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาพนมรุ้ง ซึ่งมีปราสาทหินเขาพนมรุ้งเป็น ที่สถิตของเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ฉะนั้นผู้เฒ่าผู้แก่มักจะเรียกร้องให้บุตรหลานพาขึ้นเขาพนมรุ้ง เพื่อนมัสการ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชั่วชีวิตของตน ความเชื่อดังกล่าวนี้ริเริ่มมีมาแต่ครั้งใดไม่ปรากฏ แต่พบว่าชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงได้ยึดถือปฏิบัติกันสืบต่อมา ผ่านคนรุ่นหนึ่งสู่อีกคนรุ่นหนึ่ง จนถือกันเป็นประเพณีไทยต้องขึ้นเขาพนมรุ้ง นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันสิงสถิตอยู่ที่ปราสาทหินทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนร่ำรวยต้องหาโอกาสให้ได้

ฉะนั้นในอดีต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก่อนพุทธศักราช ๒๔๘๑ หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะเตรียมตัวพร้อมเสบียงอาหารที่เดินทางไกลไปยังเขาพนมรุ้งส่วนใหญ่ มักจะนัดแนะเพื่อนบ้านญาติพี่น้องไปพร้อม ๆ กันเป็นกองเกวียนขนาดใหญ่ หรือถ้าเป็นคหบดี ค่อนข้างมีฐานะ จะเดินทางโดยระแทะ เป็นเกวียนขนาดเล็กที่มีการตกแต่งอย่างงดงาม เป็นการแสดงฐานะของผู้เป็นเจ้าของด้วย เดินทางรอนแรมกันไปหลายวันตามระยะทางใกล้หรือไกลจากหมู่บ้านของเขา การขึ้นเขาพนมรุ้งในสมัยแรก ๆ นั้น เป็นลักษณะต่างคนต่างไป และไปพบกันที่เขาพนมรุ้ง บางกลุ่มเดินทางขึ้นเขา ขณะที่บางกลุ่มเดินลงเขาเพื่อกลับยังเคหะสถาน ตลอดฤดูแล้งระหว่างเดือน ๓ ถึงเดือน ๕ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ว่างจากงานไร่ นา แต่กระนั้นก็ตามชาวบ้านในละแวกจังหวัดบุรีรัมย์และใกล้เคียงได้เรียนรู้ว่า ในวันเดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำนั้น เป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นส่องแสงผ่านประตูทุกช่องทั้ง ๑๕ ช่องตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตกของปราสาทพนมรุ้ง และในเย็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ พระจันทร์จะขึ้นตรงกับช่องประตูทุกช่อง เช่นเดียวกัน “ในกรณีดังกล่าวอธิบายได้ว่า สถาปนิกหรือช่างก่อสร้างชาวขอมโบราณมีความรอบรู้ เรื่องดาราศาสตร์มาก และได้วางผังปราสาทโดยวางให้ตรงตามทิศตะวันออก-ตะวันตก โดยกำหนดเอาวันที่พระอาทิตย์ส่องแสงตั้งฉากกับพื้นโลกในบริเวณประเทศไทย นั้นคือ พระอาทิตย์จะส่องแสงตั้งฉากกับพื้นโลกเวลาเที่ยงตรง (คนยืนกลางแจ้งจะไม่มีเงา) วันที่พระอาทิตย์ส่องแสงตั้งฉากกับพื้นโลกคือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ (แต่ปัจจุบัน พระอาทิตย์ได้ทำมุมเอียงไปบ้างแล้วตามวงโคจรของโลก พระอาทิตย์ พระจันทร์ ได้ทำมุมเปลี่ยนไปตามระบบสุริยจักรวาล) ฉะนั้นจึงพบว่าชาวบ้านจะนิยมขึ้นเขาพนมรุ้งในวันเดือน ๕ ขึ้น ๑๕ค่ำ หรือในวันใกล้เคียง เพื่อจะได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ดังกล่าวด้วย ครั้นมีผู้คนไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวันดังกล่าวจำนวนมาก จึงมีผู้ริเริ่มทำบุญกุศลจัดงานนมัสการพระพุทธบาทจำลอง ปิดทองพระพุทธรูป แต่กระนั้นก็ตามยังไม่ได้จัดทำบุญกันสม่ำเสมอทุกปี

ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งได้กระทำกันอย่างสม่ำเสมอ น่าจะนับได้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๑ เป็นต้นมา โดยมีพระภาสธรรมญาณ วัดท่าประสิทธิ์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งท่านมักจะไปธุดงค์ที่เขาพนมรุ้งเป็นประจำทุกปี เพื่อปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเห็นว่ามีผู้คนชาวไทย-ลาว ชาวเขมร และไทยเบิ้ง มักจะขึ้นเขาพนมรุ้งมาบำเพ็ญกุศลในวันเวลาดังกล่าวจำนวนมาก ประกอบกับท่านได้เห็นตัวอย่างชาวสุรินทร์ได้มีประเพณีขึ้นเขาพนมสวาย ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๕ เพื่อปิดทองนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รอยพระพุทธบาทจำลอง ท่านจึงจัดประชุมชาวบ้านบุ ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงเขาพนมรุ้ง ช่วยกันถากถางตกแต่งสถานที่บริเวณลานหน้าปราสาทเขาพนมรุ้ง เพื่อจัดงานบุญงานกุศลอันเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง โดยจัดงานนมัสการและปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลอง

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง : http://www.baanjomyut.com

ประเพณีไทย ประเพณีขึ้นเขาสวาย


ประเพณีขึ้นเขาสวาย เคาะระฆังพันแปดสิบใบ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จัดขึ้นที่วนอุทยาน พนมสวาย หรือเขาสวาย มีความสำคัญต่อชาวสุรินทร์มาแต่ครั้งโบราณ เมื่อถึงเดือน ๕ ของทุกปี บรรพบุรุษชาวสุรินทร์ถือว่าเป็นงานประเพณีหยุดงาน โดยแบ่งเป็น ๒ ช่วง คือช่วงที่ ๑ เรียกว่า ตอมตู๊จ หมายถึงวันหยุดงานเล็ก จะหยุดทำงานเพียง ๓ วัน ส่วนช่วงที่ ๒ เรียกว่า ตอมธม หมายถึง วันหยุดงานใหญ่ หยุดทำงานทั้งหมด ๗ วัน และเมื่อถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี ชาวสุรินทร์จะร่วมมือร่วมใจจัดงานบุญประเพณีขึ้นเขาสวาย ถือว่าเป็นประเพณีไทยวัน ขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ ชาวสุรินทร์จะหยุดงาน และเดินทางขึ้นเขาสวาย เพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมสิริมงคลชีวิตต่อตนเองและครอบครัว

สำหรับสิ่งศักดิ์ สิทธิ์บนเขาสวาย ประกอบด้วย พระใหญ่ หรือพระพุทธสุรินทรมงคล รอยพระพุทธบาทจำลอง อัฐิหลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระเถระสายวิปัสสนากรรมฐาน พระพุทธรูปองค์ดำ มณฑปหลวงปู่สวน ปราสาทหินพนมสวาย ศาลเจ้าแม่กวนอิม เต่าหินศักดิ์สิทธิ์ และสระน้ำศักดิ์สิทธิ์และการเคาะระฆัง ๑,๐๘๐ใบ เป็นการเสริมสิริมงคล โดยเชื่อกันว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังไกล เหมือนเสียงระฆังที่ก้องกังวาน

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีขึ้นเขาสวาย : http://www.khaosod.co.th

ประเพณีไทย ประเพณีแห่นางกระดาน

สงกรานต์เป็นประเพณีขึ้นปีใหม่แบบเก่าของไทยซึ่งตรงกับเวลาที่ดวงอาทิตย์ย่างเข้าสู่ราศี เมษ กำหนดตามสุริยคติ ตกวันที่ 13-14-15 เมษายนของทุกปี เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ มีคุณค่าต่อสังคม ครอบครัว ศาสนา วัฒนธรรม ที่ควรค่าแก่การสานต่อเพื่อคงไว้ซึ่งประเพณีที่ดีงาม สำหรับนครศรีธรรมราชมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น หมายถึงความงดงามที่แฝงไปด้วยคติความเชื่อ อารยธรรมโบราณที่สืบทอดมายาวนานหลายร้อยปี

วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า “วันเจ้าเมืองเก่า” เป็นวันส่งเจ้าเมืองเก่า เจ้าที่เจ้าทาง ชาวเมืองคอนจะทำความสะอาดบ้านเรือน จากนั้นร่วมอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมาประดิษฐานที่สนามหน้าเมือง ให้ประชาชนได้สักการบูชา สรงน้ำ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ส่วนวันที่ 14 เมษายน เรียกว่า “วันว่าง” เชื่อกันว่าเจ้าเมืองยังสถิตอยู่บนสวรรค์ ประชาชนจะร่วมกันทำบุญแล้วนำอาหาร เครื่องบูชา ไปเคารพผู้อาวุโส พระสงฆ์ ถือโอกาสนี้รดน้ำขอพร วันนี้จะมีการละเล่นพื้นบ้านอย่างสนุกสนาน

วันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศกเรียกว่า “วันรับเจ้าเมืองใหม่” เชื่อกันว่าเจ้าเมืองที่ได้รับมอบให้คุ้มครองเมืองต่างๆ ลงมาประจำเมือง ชาวเมืองจึงเตรียมต้อนรับด้วยการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่ แล้วนำอาหารไปถวายพระที่วัด

นครศรีธรรมราชมีรูปแบบแตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ เพราะเมืองคอนเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศาสนา วัฒนธรรม มีพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นปูชนียสถานสำคัญ คู่บ้านคู่เมือง มีพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญเมือง ชาวนครศรีธรรมราช สรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ในวันสงกรานต์ ถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ ด้านศาสนาพราหมณ์นั้น มีหออิศวร หอพระนารายณ์ โบราณสถานเขาคา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิมานของพระอิศวร

เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีสีสันมากขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้ผนวกเอางาน แห่นางกระดาน มาร่วมกับงานสงกรานต์ เพื่อให้ความรู้เรื่องประเพณีที่เก่าแก่ของศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามาเจริญ รุ่งเรืองในนครศรีธรรมราช

แห่นางกระดาน ประเพณีพราหมณ์ ส่วนหนึ่งของประเพณีตรียัมปวาย หรือประเพณีโล้ชิงช้า เป็นการอัญเชิญเทพชั้นรอง 3 องค์ มารับเสด็จพระอิศวรที่เสด็จลงโลกมนุษย์ในเดือนยี่ของทุกปี เชื่อว่าเป็นการประสาทพรให้มีความสุข คุ้มครองบ้านเมืองให้ปลอดภัย เทพที่อัญเชิญรับเสด็จ ประกอบด้วย พระอาทิตย์พระจันทร์/พระแม่คงคา/ พระแม่ธรณี เทพดังกล่าวจารึกหรือแกะสลักลงบนแผ่นไม้ ชาวเมืองคอนเรียกไม้แกะสลักนี้ว่า “นางกระดาน” เมื่อถึงวันก็อัญเชิญนางทั้ง 3 มายังเสาชิงช้าเพื่อรอรับพระอิศวรที่จะเสด็จเยี่ยมโลก

หากเรียงตามลำดับ “นางกระดาน” ไปตามศักดิ์แล้วคือ นางกระดานแผ่นที่ 1 ในขบวนแห่นามว่าพระอาทิตย์พระจันทร์ โดยพระอาทิตย์ เป็นผู้สร้างกลางวัน เป็นผู้ให้แสงสว่างและความร้อนแก่โลกมนุษย์และดาวเคราะห์อื่นๆ พระจันทร์หรือ “รัชนีกร” เป็นเทพผู้สร้างกลางคืน เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และงดงาม ถือเป็นเทพผู้อำนวยให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายได้พักผ่อน ผสมพันธุ์สืบถึงปัจจุบัน

นางกระดานแผ่น 2 นามว่าพระธรณี เทพองค์นี้มีหน้าที่รับน้ำหนักสรรพสิ่งและพยุงสิ่งทั้งหลายสิ่งที่พระอิศวร สร้างไว้ในจักรวาลให้ดำรงอยู่เป็นเสมือนพ่อแม่ของเทพทั้งหลาย รองรับทุกอย่างโดยไม่รังเกียจ เมื่อครั้งที่พระพรหมสร้างโลกและขอให้พระอิศวรไปรักษาโลก พระอิศวรทรงห่วงใยว่าโลกไม่แข็งแรงจึงทดสอบโดยหยั่งพระบาทลงมาซึ่งหากหยั่ง ทั้งสองพระบาท เกรงโลกจะแตก จึงหยั่งพระบาทเพียงข้างเดียว ในการนี้มีพระธรณีได้เข้ามาทำหน้าที่รองรับพระบาทของพระอิศวรไว้

กระดานแผ่น 3 นามว่าพระคงคา เทพองค์นี้เป็นธิดาองค์แรกของพระหิมวัตกับนางเมนา พระสวามีของพระคงคาคือพระอิศวร พระคงคาเป็นเทพผู้อำนวยความชุ่มฉ่ำสมบูรณ์ให้แก่สรรพสิ่ง

ขบวนแห่จะจัดขึ้นอย่างงดงามทั้งเมือง ขบวนเริ่มด้วยการบวงสรวงเทพยดาผู้ปกปักรักษาเมือง พระอิศวร พระนาราย โดยเริ่มจากสนามหน้าเมืองนครฯ สู่หอพระอิศวร หอพระนารายณ์ แล้วประกอบพิธีโล้ชิงช้าที่เดิมเป็นประเพณีที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ด้วยยุคสมัยใหม่การแห่จึงเน้นความอลังการ สวยงาม อนุรักษ์ประเพณีโบราณเมืองแห่งพราหมณ์ คือนครศรีธรรมราชนั่นเอง

โดย … กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล

ที่มา ประเพณีไทย ประเพณีสงกรานต์เมืองคอน : ขอบคุณข้อมูลจาก คมชัดลึกดอทคอม

ประเพณีไทย ประเพณีงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี

ช่วงเวลาที่จัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี :

:ระหว่างวันที่ ๒๓ มีนาคม – ๓ เมษายน ของทุกปี

ความสำคัญของประเพณีงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี

เป็นงานประจำปีของจังหวัดซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ ๒๓ มีนาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นเวลาที่ ท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) ได้รับชัยชนะจากข้าศึก เพราะวันที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๓๖๙ คือวันที่เจ้าอนุวงศ์ยกทัพออกจากเมืองนครราชสีมา จึงเป็นงานประเพณีทำให้ระลึกถึงความกล้าหาญในวีรกรรมครั้งนั้น นอกจากนี้ในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม การออกร้าน จัดนิทรรศการของหน่วยราชการและภาคเอกชน รวมทั้งกิจกรรมบันเทิงที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน

พิธีกรรมของประเพณีงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี

พิธีกรรมที่จัดขึ้นในงามที่จัดขึ้นในงานของท้าวสุรนารี เริ่มต้นครั้งแรกใน ปี พุทธศักราช ๒๔๗๗ มีการบวงสรวงอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พิธีจุดพลุสี่มุมเมือง นอกจากนี้ในอดีตเคยมีการจัดการแสดงละครเรื่องวีรกรรมท้าวสุรนารี ให้เป็นกิจกรรมหลักของงานเพื่อให้ผู้ร่วมงานระลึกถึงความกล้าหาญในวีรกรรม ครั้งนั้น

สาระของประเพณีงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี

กิจกรรมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พลเมือง เป็นแบบอย่างให้กับพลเมืองได้ตระหนักถึงบุคคลที่ถูกยกย่องให้เป็นปูชนีย บุคคล

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี : ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/

ประเพณีไทย ประเพณีการแข่งเรือพิมาย

ช่วงเวลาที่จัดงาน ประเพณีการแข่งเรือพิมาย : หลังวันออกพรรษา แต่ไม่เกินวันเพ็ญเดือนสิบสอง

ความสำคัญของประเพณีการแข่งเรือพิมาย

การแข่งเรือเป็นรูปแบบของการเล่นในฤดูน้ำหลากที่สร้างความสามัคคีของคนใน หมู่บ้าน และคนต่างหมู่บ้านได้พบปะกัน เป็นการสร้างความสมานสามัคคีของสังคมได้ทางหนึ่ง

พิธีกรรมที่ปฏิบัติในประเพณีการแข่งเรือพิมาย

แต่เดิมแข่งที่ท่าน้ำบ้านวังหิน ต่อมาย้ายมาแข่งที่ลำตลาด ซึ่งอยู่ที่อำเภอพิมาย โดยจัดต่อเนื่องกันทุกปีจนถึงปัจจุบัน แต่เดิมเมื่อแต่ละหมู่บ้านทราบกำหนดการแข่งเรือล่วงหน้าก็จะฝึกซ้อมฝีพาย ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านจนชำนาญ เมื่อใกล้ถึงวันแข่งเรือจะนำขึ้นมาขัดท้องเรือด้วยใบตองแห้ง เสร็จแล้วทาสีและลวดลายที่เรือและใบพาย แล้วทำพิธีไหว้เซ่นแม่ย่านางเรือเสร็จแล้วลากเรือลงน้ำฝีพายลงเรือโห่เอา ฤกษ์เอาชัย เรือแข่งของแต่ละหมู่บ้านจะมาพร้อมกันที่บริเวณสถานที่แข่งขันเมื่อพระฉัน จังหันแล้ว เมื่อได้เวลาเจ้าหน้าที่จะให้เรือแต่ละลำพาย แสดงตัวตามลำดับ ซึ่งจะเรียกชื่อตามที่มาถึงก่อนหลังตามชื่อเรือ เช่น มุนีจอมขวัญ เสมียนเสนาะเพราะสนั่นหมื่นสะท้านแผ่นดินไหว เป็นต้น

เมื่อครบจำนวนแล้วจับสลากคู่แข่งกันในแต่ละประเภท โดยกำหนดที่ฝีพายเป็นเรือขนาดใหญ่ กลาง เล็ก แข่งขันจนกว่าจะได้เรือที่ชนะเลิศของแต่ละรุ่น ซึ่งขณะแข่งขันผู้ชมการแข่งขันสองฟากฝั่งจะโห่ร้องเมื่อเรือหมู่บ้านของตน ได้รับชัยชนะเป็นที่สนุกสนาน ปัจจุบันการแข่งขันเรือพิมาย ได้พัฒนาการแข่งเรือแบบพื้นบ้านมาเป็นการแข่งเรือแห่งประเทศไทย และถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลเที่ยวพิมายในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

สาระของประเพณีการแข่งเรือพิมาย

๑. ได้สืบทอดภูมิปัญญาและการช่างฝีมือ ในการสร้างเรือ การดูแลรักษา
๒. เป็นกระบวนการสร้างพลังสามัคคี การเกาะเกี่ยวทางสังคม อย่างแน่นแฟ้น
๓. ได้รักษาและสืบทอดประเพณีท้องถิ่นที่ดีงามให้คงไว้กับชุมชน

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีการแข่งเรือพิมาย : ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/

ประเพณีไทย ประเพณีงานประจำปี ฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล

พระยาแล คือผู้สร้างเมืองชัยภูมิ
ช่วงเวลาในการจัดงานประเพณีไทย ประเพณีงานประจำปี ฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล : ระหว่างวันที่ ๑๒-๒๐ มกราคม ของทุกปี

ลักษณะความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีงานประจำปี ฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล
ประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ ประมาณร้อยละ ๙๕ เป็นคนท้องถิ่นเดิมมีวัฒนธรรมประเพณีที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างความเชื่อ ดั้งเดิมของท้องถิ่นกับหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนา ประกอบกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัด มีลักษณะเด่นชัดที่เน้นและเชิดชูวีรกรรมความซื่อสัตย์กตัญญูของเจ้าพ่อพระยาแล ทำให้มีงานประจำปีและงานประเพณีซึ่งแสดงถึงวัฒนธรรมของจังหวัดสืบต่อกันมา

ความสำคัญของประเพณีงานประจำปี ฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล

จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของเจ้าพ่อพระยาแล ผู้สร้างเมืองชัยภูมิคนแรก

พิธีกรรมของประเพณีงานประจำปี ฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล

จัดในช่วงเวลา ระหว่างวันที่ ๑๒-๒๐ มกราคมของทุกปี ในการจัดงานนี้ประกอบด้วยพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณของเจ้าพ่อพระยาแล ขบวนแห่เครื่องสักการะอนุสาวรีย์เจ้าพ่อ ขบวนถวายช้างแด่เจ้าพ่อ และขบวนแห่ของอำเภอต่าง ๆ รวมทั้งการออกร้าน จัดนิทรรศการของหน่วยงานราชการและเอกชน การประกวดผลิตผลทางการเกษตร

สาระของประเพณีงานประจำปี ฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล

เป็นการเชิดชูวีรกรรมความซื่อสัตย์กตัญญูของเจ้าพ่อพระยาแล

 

ที่มาประเพณีงานประจำปี ฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล : ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/

ประเพณีไทย งานเทศกาลไหม และประเพณีผูกเสี่ยว

ช่วงเวลาที่จัดงานประเพณีไทย งานเทศกาลไหม และประเพณีผูกเสี่ยว วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน-๑๐ ธันวาคม ของทุกปี

ความสำคัญของงานเทศกาลไหม และประเพณีผูกเสี่ยว

งานเทศกาลไหมเป็นงานที่จังหวัดขอนแก่นได้จัดขึ้นทุกปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒ จนถึงปัจจุบันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพการทอผ้าไหม มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมออกร้านแสดงผลิตภัณฑ์และจำหน่ายสินค้าพื้น เมือง (ผ้าไหม) และของที่ระลึกอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการแสดงเพื่อฟื้นฟูและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

ประเพณีผูกเสี่ยว ก็เป็นประเพณีสำคัญที่จัดขึ้นพร้อมกันกับงานเทศกาลไหม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้คนในท้องถิ่นและคนในชาติมีความรักใคร่กลมเกลียว สมัครสมานสามัคคีและช่วยเหลือเกื้อกูลกันคำว่า “เสี่ยว” เป็นภาษาถิ่นอีสาน แปลว่า มิตรแท้ เพื่อนแท้ เพื่อนตาย มีความผูกพัน ซื่อสัตย์ และจริงใจต่อกัน

พิธีกรรมของงานเทศกาลไหม และประเพณีผูกเสี่ยว

อุปกรณ์ที่สำคัญมีพานบายศรีอาจเป็นบายศรี ๓ ชั้น ๕ ชั้น หรือ ๗ ชั้น และมีเครื่องประกอบอีกหลายอย่าง คือ สุรา ๑ ขวด ไข่ไก่ต้ม ๑ ฟอง ข้าวต้มมัด ๔ ห่อ กล้วยสุก ๔ ผล ข้าวเหนียวนึ่ง ๑ ปั้น ใบพืชที่เป็นมงคล เช่น ใบคูน ใบเงิน ใบทอง ใบยอ ดอกรัก และที่ขาดไม่ได้คือ ฝ้ายผูกแขน
เชิญแขกมงคลมาร่วมพิธี คู่เสี่ยวนั่งล้อมพานบายศรี หมอพราหมณ์เริ่มพิธีด้วยการจุดเทียนที่พานบายศรี อัญเชิญเทวดาลงมาเป็นสักขีพยาน กล่าวถึงงานบายศรีสู่ขวัญเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานมงคลสมรส มีบุตรใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ การเลื่อนยศ การผูกเสี่ยว การบวชนาค ฯลฯ แล้วกล่าวคำอัญเชิญขวัญตามโอกาส เมื่อถึงบทเชิญขวัญผู้ร่วมพิธีจะตะโกนเรียกขวัญของผู้ร่วมพิธีให้มาอยู่กับ เนื้อกับตัว จบแล้วหมอพราหมณ์และแขกจะนำด้วยมงคลผูกข้อมือของคู่ขวัญ พร้อมทั้งให้ศีลให้พร ให้รักใคร่สามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ต่อจากนั้นคู่ขวัญก็จะผูกข้อมือซึ่งกันและกัน เป็นอันเสร็จพิธี

สาระของงานเทศกาลไหม และประเพณีผูกเสี่ยว

เรียกขวัญเพื่อเป็นการเตือนสติให้รู้จักภาวะของตนเอง เช่น จะแต่งงาน บวช หรือเสี่ยว จะต้องปฏิบัติอย่างไร เชื่อกันว่า ขวัญสิงสถิตอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและจิตใจ เมื่อทำพิธีเรียกขวัญแล้วก็จะเกิดพลังกายและพลังใจที่เข้มแข็งได้

 

ที่มาประเพณีไทย งานเทศกาลไหม และประเพณีผูกเสี่ยว: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/