Archive for พิธีกรรม ความเชื่อ

ความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ข้อห้ามทางไสยศาสตร์

เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

1.ห้ามผิวปากเวลากลางคืนเชื่อว่าจะโดนคุณไสยที่ล่องลอยอยู่
2.ห้ามโพกหัวหรือสวมหมวกในวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เชื่อว่าหัวจะล้าน
3.ห้ามบ้วนน้ำลายลงโถส้วมเชื่อว่าวาจาจะเสื่อม
4.ห้ามนั่งบนขั้นบันไดเพราะผีบ้านผีเรือนไม่ชอบ
5.ห้ามนั่งบนหมอนเชื่อว่าคาถาจะเสื่อม
6.ห้ามเล่าความฝันในขณะทานข้าวเชื่อว่าแม่โพสพท่านไม่ชอบ 7.ห้ามเดินข้ามหนังสือเพราะเชื่อว่าจะเรียนไม่จำ
8.ห้ามนุ่งผ้าเปียกเข้าบ้านเพราะเชื่อว่าผีไม่กลัวและจะทำให้ปวดท้อง
9.ห้ามหญิงมีครรภ์ห้ามไปงานศพ เพราะจะมีวิญญาณติดตามมา
10.ห้ามดมดอกไม้ที่จะนำไปถวายพระเชื่อกันว่าจมูกจะเป็นไซนัสหรือริดสีดวงจมูก

11.ห้ามหลับเวลาฟังพระเทศเชื่อว่าชาติหน้าจะเกิดเป็นงู
12.ห้ามเอาของคืนเมื่อให้ผู้ใดไปแล้วเชื่อว่าจะเป็นเปรต(นอกจากให้ยืม)
13.ห้ามกวาดขยะกลางคืนเชื่อว่าผีไม่คุ้มและกวาดทรัพย์ออกหมด
14.ห้ามตัดเล็บกลางคืนเชื่อว่าอายุจะสั้น
15.ห้ามลอดไม้ค้ำต้นกล้วยและไม้ค้ำบ้านและห้ามลอดราวผ้าและห้ามลอดใต้แขนคนอื่นเพราะจะทำให้ของเสื่อม
16.อย่าให้ใครข้ามหัวเพราะจะทำให้อาคมเสื่อมและของทุกอย่างเสื่อม
17.ห้ามด่าแม่ผู้อื่นเพราะสาริกาลิ้นทองจะเสื่อม
18.คนสักยันต์ห้ามกินฟักแฟงบวบน้ำเต้าและปลาไม่มีเกล็ดเพราะเชื่อว่าหนังจะไม่เหนียว
19.หากไปในที่สถานที่แปลกๆห้ามทักเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆเพราะเชื่อกันว่านั่นคือคุณไสย หรือของไม่ดีหากใครทักจะเข้าตัวทันที
20.ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกเพราะเชื่อว่าวิญญาณจะออกจากร่าง(อีกอย่างหนึ่งเป็นทิศที่หันหัวของคนตาย)
21.ห้ามขึ้นบ้านวันเสาร์ เผาศพวันศุกร์ โกนจุกวันอังคาร แต่งงานวันพุธ เพราะเป็นอัปมงคล
22.ห้ามเคาะจานข้าวเวลารับประทานอาหาร โบราณท่านถือว่า ห้ามเคาะจานข้าว เพราะจะเป็นการเรียนวิญญาณที่พเนจร เมื่อได้ยินเสียงเราเคาะจาน ก็จะพากันมาแย่งเรากินข้าว กินอาหารคาวหวานท่านต้องเคยเห็นเวลาเราไหว้ศพหรือไหว้วันสำคัญ เราจะจัดชุดสำหรับพวกผีไม่มีญาติ และทำพิธิเรียกมากิน โดยใช้การเคาะถ้วยชาม ดังนั้นผู้ใหญ่จึงถือมาก ห้ามลูกหลานเคาะจานชามเวลากินข้าว

ที่มาความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ข้อห้ามทางไสยศาสตร์ : mthai.com / http://www.kzimo.com

ความเชื่อเกี่ยวกับฝัน

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานของไทย ให้ความหมาย “ฝัน” ว่า เป็นการนึกเห็นเป็นเรื่องราวเมื่อเวลาหลับ

พระนันทาจาริย์ ผู้แต่งคัมภีร์สารัตถะสังคหะ และปราชญ์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา ได้ระบุมูลเหตุของความฝันไว้เป็นข้อคิดทั้งหมด 4 ประการ ดังต่อไปนี้

1. ความฝันเกิดจากธาตุกำเริบ กล่าวคือร่างกายไม่ปกติครั้นหลับหลับลงจึงฝันไปในรูปแบบต่างๆ

2. ความฝันเกิดจากดวงจิตที่ฝังพะวง หรือพัวพันอยู่กับสิ่งหนึ่งก่อนหน้าจะหลับจึงเก็บเอาสิ่งนั้นมาฝัน

3. เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเทวดา เพราะเทวดาต้องการการให้โทษหรือให้คุณ ฝันโดยเป็นบุรพนิมิต คือบอกให้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุดีหรือร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น

เซนจูรี่ ดิคชันนารี ของอังกฤษอธิบายว่า ฝัน (Dream) คือความรู้สึกอย่างรางๆ ถึงภาพและความคิดทั้งหลายบางส่วนในเวลานอนหลับ

ลารูสส์ ดิคชันนารี ของฝรั่งเศสอธิบายว่า “ฝัน” คือหมวดหมู่ของความคิดและภาพทั้งหลาย ที่ปรากฏแก่วิญญาณในขณะนอนหลับ ความฝันมีอยู่เสมอตั้งแต่เราตั้งต้นหลับจนกระทั่งตื่น แต่บางคืนที่เรารู้สึกว่าไม่ได้ฝันนั้นแท้จริงแล้วเราฝันเหมือนกัน แต่เราจำไม่ได้

คัมภีร์สารัตถะสังคหะ ของพระนันทาจาริย์ อธิบายว่า “พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าคนที่ฝันร้าย คือฝันเห็นสิ่งน่ากลัว น่าหวาดเสียวนั้น เป็นเพราะเหตุที่ไม่ได้สติสัมปะชัญญะในเวลานอนหลับ แต่ผู้มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาแม้กระทั้งหลับแล้ว ก็จะฝันเห็นแต่สิ่งที่ดีเสมอ ไม่ฝันถึงสิ่งชั่วร้ายหรือน่าหวาดกลัวเลย”

พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ผู้ประพันธ์เรื่องความฝัน แปลข้อคิดในการทำนายฝันของต่างประเทศซึ่งเขียนโดยท่านผู้หญิงเดอซีเร มีหลักเกณฑ์การทำนายฝันที่น่าคิดและน่าสนใจว่า จะต้องระวัง เรื่องที่จะไม่ให้เอาความฝันอันเกิดจากร่างกายไม่ปกติหรือหัวใจที่พัวพัน อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นมาเป็นความฝันที่เป็นบุรพนิมิต คือบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า

โดยความฝันที่ถือว่า บุรพนิมิต คือความฝันที่มีขึ้นตั้งแต่เที่ยงคืนถึงย่ำรุ่งเท่านั้น ความฝันเป็นเรื่องที่นักปราชญ์หลายๆ ชาติได้ให้ข้อคิดเอาไว้มากมาย แต่ก็ไม่มีใครลงความเห็นว่า ความฝันเป็นเรื่องที่ไร้สาระและเชื่อถือไม่ได้เลยก็หาไม่

ในคัมภีร์หรือตำราทางศสนาโดยอ้างอิงถึง “พระมหาสุบินของพระพุทธเจ้า” ก็มีโหรหลวงคอยทำหน้าที่ถวายคำทำนายพระสุบินพระองค์ท่าน รวมทั้งพระมหากษัตริ์ไทยทุกพระองค์ก็มีโหรหลวงคอยทำหน้าที่ถวายคำทำนายพระ สุบินมาตั้งแต่โบราณ (พินิจ จันทร และคณะ, 2552, หน้า 71-73)

นิมิตแห่งความฝัน

วันอาทิตย์ ได้แก่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนฝูงทั่วไป

วันจันทร์ ได้แก่ ญาติสนิทและเพื่อนที่สนิทสนม

วันอังคาร ได้แก่ บิดามารดา หรือญาติผู้ใหญ่ในบ้าน

วันพุธ ได้แก่ สามีภรรยาหรือบุตรหลานในบ้าน

วันพฤหัสบดี ได้แก่ ครูบาอาจารย์หรือผู้บังคับบัญชา

วันศุกร์ ได้แก่ คนในบ้าน หรือสัตว์เลี้ยง

วันเสาร์ ได้แก่ ตัวผู้ฝัน

ที่มาความเชื่อเกี่ยวกับฝัน : เทศบาลตำบลปากน้ำประแส

เคล็บลับแก้ความฝัน


ความฝันที่มีขึ้นและโดยเฉพาที่เกี่ยวข้องกับตนเองหรือฐานะหรือสมบัติของตนนั้น ตามตำรามักจะทำนายไว้ตรงข้ามกับความฝันเสมอ เช่น

  • ฝันว่าเป็นเศรษฐี ทายว่าจะยากจนลง
  • ฝันว่าได้เงิน มักจะเสียเงิน
  • ฝันว่าถูกตัดศรีษะหรือถูกแทงไส้ไหล ถือว่าเป็นฝันดีจะได้ลาภหรือหมดเคราะห์

ตามตำรากลับปรากฏว่าเป็นนิมิตที่ดี เป็นการบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าจะได้รับโชคซึ่งแปลว่า “ฝันดี” นั่นเอง

โดยหลักของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณมักจะมีเคล็ดลับแก้ความฝันหรือวิธีแก้ความฝันอยู่เสมออาทิ เอาความฝันของตนไปเล่าใก้ใครคนใดคนหนึ่งฟัง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น “ฝันดี” หรือ “ฝันร้าย” ก็ตาม คนที่รับฟังจากเรานั่นแหละจะเป็นคน “แก้ฝัน” ให้เราเอง คือพอเราเล่าจบ เขาก็จะต้องให้พรว่า “ฝันดีจะมีลาภ” ผู้ที่ฝันหรือไปให้เขาแก้ฝันจะต้องยกมือไหว้แล้วตอบว่า “สมพรปากเถิด”

นอกจากนี้ยังมีวิชาเคล็ดลับแก้ความฝันหรือวิธีแก้ความฝันหลักใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

  • ถ้าฝันว่า ผมร่วงเป็นหย่อมๆ ทำนายว่า จะมีเคราะห์ต้องไปแก้กับผู้หญิงมีครรภ์ หรือคนมีท้อง (คือเล่าให้หญิงนั้นฟัง แล้วให้หญิงนั้นกล่าวเป็นทำนองว่า “ฝันดี” จะมีลาภดังที่กล่าวไปข้างต้น)
  • ถ้าฝันว่า ถูกสุนัขกัด ทำนายว่า จะเดือดร้อนเพราะศัตรูต้องไปแก้กับพระภิกษุในวัด
  • ถ้าฝันว่า เห็นไฟไหม้ ทำนายว่า จะเดือดเนื้อร้อนใจต้องไปแก้กับน้ำ หรือเอาน้ำใหนแม่น้ำลำคลองล้างหน้าตัวเองในตอนที่ตื่นนอนแต่เช้ามืด แล้วกล่าวขอพรจากพระแม่คงคาให้ช่วยคุ้มครองปกป้องอันตราย
  • ถ้าฝันว่า เต้นรำ หรือร้องรำ ทำนายว่า จะเสียของรักต้องไปแก้ฝันที่ใต้ถุนเรือน บอกกล่าวกับผีเหย่าผีเรือน
  • ถ้าฝันว่า ได้หมู หรือขี่หมู ทำนายว่า จะเดือดร้อน ต้องไปแก้ฝันกลางแม่น้ำหรือลำคลอง
  • ถ้าฝันว่า ใส่แว่นตา จะผิดหวังในการงานต่างๆ ต้องไปแก้ฝันกับคนชั้นครูบาอาจารย์ หรือผู้มีความรู้สูง
  • ถ้าฝันว่า ตกส้วมอุจจาระมีแต่อุจจาระอย่างเดียว ทำนายว่า จะเสียชื่อเสียง ต้องไปแก้ฝันบนกลางสะพาน
  • ถ้าฝันว่า ได้เงินทอง ทำนายว่า จะเดือดร้อนเรื่องการเงินต้องไปโปรยข้างลงกลางดินเรียกไก่หรือเรียกหมูหมามากินเสียก่อนแล้วจึงแก้ฝัน
  • ถ้าฝันว่า ตกเหว ตกบ่อ ทำนายว่า ฝันร้าย ต้องนอนคว่ำหน้า เอาคางเกยธรณีประตูแล้วแก้ฝัน
  • ถ้าฝันว่า ขี่ม้า หรือวัวควาย แล้วตกจากหลังม้าหรือวัวควาย ทายว่าจะเดือดร้อน ต้องไปแก้ฝันตรงกลางสามแยก สี่แยก โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออกแล้วแก้ฝัน<
  • ถ้าฝันว่า นั่งเรือไปแล้วเรือล่ม ทำนายว่า จะได้รับเคราะห์หนัก ต้องไปแก้ใต้ต้นไม้ใหญ่
  • ถ้าฝันว่า มีเด็กอื่นมาดูนมเรา ทำนายว่า จะได้รับการเจ็บป่วย ต้องไปแก้ฝันกับคนสูงอายุ หรือญาติผู้ใหญ่ในบ้าน
  • ถ้าฝันว่า เดินเข้าไปในถ้ำมืด ทำนายว่า จะทะเลาะวิวาท หรือเสียคนรัก ต้องไปแก้ฝันกับพระอาทิตย์ หรือกลางแดด
  • ถ้าฝันว่า กระโดดจากที่สูงลงมาที่ต่ำ ทำนายว่า จะเสียผลงานต้องไปแก้ฝันกับเสาเรือนในบ้าน หรือเสาวิหารโบสถ์
  • ถ้าฝันว่า ได้ดมหลิ่นหอมของดอกไม้ ทำนายว่า จะมีอันตรายต้องแก้ฝันบนที่นอน
  • ถ้าฝันว่า ถูกโซ่รัดคอ หรือคล้องคอ ทำนายว่า จะได้รับเคราะห์ต้องไปแก้ฝันกับแม่ธรณีประตู
  • ถ้าฝันว่า ลุยโคลน หรือย่ำโคลน ทำนายว่า จะไม่สบาย ต้องไปแก้ฝันกับต้นไม้ใหญ่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงเคล็ดลับแก้ความฝันหรือวิธีแก้ความฝัน ตามตำราและคำบอกเล่าของคนแก่คนเฒ่าผู้สูงอายุในสมันก่อนๆ ซึ่งสืบทอดกันมา ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจพิจารณาของผู้อ่านเป็นสำคัญ (พินิจ จันทร และคณะ, 2552, หน้า 75-78)

ความเชื่อเรื่องโชคลาง ในวันตรุษจีน

ความเชื่อเรื่องโชคลาง ในวันตรุษจีน

  • ลด งด เลิก สบถคำหยาบและคำที่ไม่เป็นมงคลทุกประเภท

ปีใหม่ทั้งที อาตี๋-อาหมวย ต้องไม่พูดคำที่มีความหมายไปในทางม้วยมอด อย่างเช่น “สี่” ซึ่งออกเสียงคล้าย ซี้แหงแก๋! (ภาษาจีนแปลว่า ตาย) หรือแม้แต่เรื่องผีสางนางไม้ในเสาสุวรรณภูมิ เอ้ย. . . เสาตกน้ำมัน ก็ไม่ควรขุดคุ้ยเอามาเล่า ยิ่งเรื่องเก่าเก็บตั้งแต่ปีมะโว้ก็ควรปิดตายใส่หีบล็อกไว้เลย เพราะถือเป็นเรื่องต้องห้าม ส่วนเรื่องที่ควรพูดขอแค่มีความหมายในแง่ดี มีอนาคตสดใส ต้อนรับปีใหม่ก็พอจ๊ะ

  • อย่าเผลอเป่าปี่ในวันปีใหม่เชียวนะ!!

ต่อให้ป๊ะป๋าตี มามี้ไม่ให้แต๊ะเอีย หรือโดนอาเฮียตบ ก็อย่าเสียน้ำตาเด็ดขาด เพราะโบราณเขาว่าไว้เริ่มต้นปีใหม่ควรทำใจให้สดใส ไม่อย่างงั้นคุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปีเลยแหละ

  • ให้ความสำคัญกับเสื้อผ้า หน้า ผม นิดส์…นึง

ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผม อ๊ะ! อย่าเพิ่งแปลกใจ ไม่ได้แนะนำให้สกปรกนะจ๊ะ เพียงแต่การสระผมนั้นหมายถึงว่าเราได้ชะล้างความโชคดีออกไป ดังนั้นบรรดาคุณนายสะอาดทั้งหลายคงต้องทนกันหน่อย ส่วนเสื้อผ้าก็เน้นไปที่สีแดง ยิ่งแดงแปร๊ดดดดเท่าไรยิ่งเริ่ดค่ะคุณ เพราะชาวจีนถือว่าสีแดงเป็นสีสว่าง จะนำพาความสุขมาสู่ผู้ที่สวมใส่ แต่ที่สำคัญต้องปรับอารมณ์เข้าสู่โหมด Happy ด้วยนะจ๊ะ รับรองจะได้ยิ้มตาหยีๆ รับอั่งเปาเป๋าตุงแน่นอน

วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ

สำหรับผู้ที่เคร่งครัดในเรื่องโชคลางทุกกระเบียดนิ้ว แนะนำว่าก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ทางที่ดีควรเชิญท่านซินแสมาปรึกษาหาฤกษ์งามยามดี ในการออกจากบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตจะดีมาก

  • “เสียงแรกที่ได้ยิน” บอกความหมาย ได้ในวันตรุษจีน

ทันทีที่คุณลืมตารับแสงอรุณ คำพูดหรือเสียงที่ได้ยินครั้งแรกของวัน จะกำหนดโชคชะตาให้คุณตลอดปี บรรดาอาตี๋-อาหมวยเขาการันตีมาแล้วว่า ถ้าคุณตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงนกร้องเพลง หรือเห็นนกสีแดงและนกนางแอ่นล่ะก็ ปีใหม่นี้เป็นปีทองของคุณเลยเชียวแหละ

  • รับแขกในห้องนอน ระวังชีวิตสั่นคลอนตลอดปี

ในวันตรุษจีน การที่เจ้าของบ้านรับแขกในห้องนอนถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างมาก เพราะความโชคร้ายจะเข้ามาเยี่ยมเยียนคุณถึงบ้านแน่นอน แม้แต่คนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งพบปะผู้คนในห้องรับแขก

  • ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษจีน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคลาภ

ตัดให้ขาดเลย ชับชับชับ! งานนี้เหล่าเจ้าแม่กรรไกรทอง ที่ครองตำแหน่งตัดริบบิ้นเปิดงาน คงร้อนๆ หนาวๆ กันเป็นแถว แต่แหม.. ความเชื่อบางอย่างถ้าเราเปิดใจรับฟังไว้บ้างก็ไม่เสียหลายนี่นาเนอะ

ต่อให้กาลเวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวจีนยังคงยึดมั่นไปเปลี่ยนแปลงคือ ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรม ที่พวกเขาได้ร่วมกันสืบทอดต่อๆ กันมา โดยตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามบรรพบุรุษถือเป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ของตน

ที่มาความเชื่อเรื่องโชคลาง ในวันตรุษจีน : kapook.com

ความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์


โหราศาสตร์ (Astrologer) หรือโหร หมายถึง บุคคลซึ่งทำนายเหตุการณ์ในอนาคตโดยการคำนวณวิถีโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า โดยดูจากวัน เดือน ปี เวลาที่เกิด และสถานที่เกิด ของเจ้าของชะตา

โหราศาสตร์จะเป็นเครื่องบอกผลกรรม 14 ประการ และความเป็นไปของมนุษย์ในห้วงระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี แสดงเหตุและผลของดวงดาว ทำให้สามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าของวิถีทางของมนุษย์ และเหตุการณ์ของโลกทั่วๆ ไป

โหราศาสตร์ (Astrology) เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำนายอนาคต ปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลก หรือ โชคชะตาของมนุษย์ โดยอาศัยตำแหน่งของดวงดาว ในเวลาที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ โดยไม่มีกฏเกณฑ์ที่แน่นอน บ้างก็อ้างว่าใช้บันทึกทางสถิติสร้างเป็นหลักเกณฑ์และแนวโน้มเพื่ออธิบายโอกาสของการเกิดเหตุการณ์ในอนาคต ทว่าในปัจจุบัน ยังไม่มีโหราศาสตร์ใดเลยที่สามารถผ่านกระบวนการทดสอบทางสถิติอย่างที่กล่าวอ้าง ดังนั้น โหราศาสตร์จึงมักถูกกล่าวหาจากนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นสิ่งงมงาย เป็นการใช้ความเชื่อนำเหตุผล

วิชาโหราศาสตร์มีหลายระบบและมีความแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น โหราศาสตร์ไทย โหราศาสตร์สากล โหราศาสตร์จีน โหราศาสตร์ยูเรเนียน การพยากรณ์ในโหราศาสตร์ต้องอาศัยโหรผู้มีความรู้ความชำนาญในการผูกดวงและเป็นผู้พยากรณ์เพื่อตีความหมายเป็นโอกาสของการเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคต

โหราศาสตร์ เป็นสาขาหนึ่งของการพยากรณ์และเนื่องจากการใช้ตำแหน่งของดวงดาวจึงมีความเกี่ยวข้องกับวิชาดาราศาสตร์

ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์เรียนรู้ วิชาโหราศาสตร์ในเรื่องฤกษ์ยาม เพื่อจะได้รู้เวลาทำอุโบสถสังฆกรรม อันเป็นกิจในพระพุทธศาสนา จึงได้มีชื่อ วัน เดือน ปี และฤกษ์แสดงไว้ท้ายบอกวัตรพระเป็นประเพณีสืบต่อมา ที่มาของเรื่องมีอยู่ว่า สมัยหนึ่ง พระภิกษุทั้งหลายไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในอรัญญิกเสนาสนะได้มีหมู่โจรมาถามว่า วันนี้พระจันทร์กอร์ปด้วยนักขัตฤกษ์อะไร พระภิกษุตอบว่าไม่รู้ พวกโจรจึงว่า ชนเหล่านี้จึงไม่ใช่สมณะจึงไม่รู้นักขัตตบาท คงจะเป็นพวกโจรมาซุ่มซ่อนอยู่ ว่าแล้วโจรเหล่านั้นก็เข้าทำร้ายพระภิกษุเหล่านั้นก็หลีกไป เมื่อความเรื่องนี้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เจ้าทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสให้ประชุมพระภิกษุสงฆ์ แล้วจึงตรัสอนุญาต ในภิกษุที่ไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่าพึงเรียนรู้นักขัตฤกษ์ สำหรับอรัญญิกวัตร เพื่อรักษาตนให้พ้นภัยอันตรายจากโจร (พินิจ จันทร และคณะ, 2552, หน้า 79-80)

 

ความเชื่อเรื่องการโกนผมไฟ

 

เมื่อลูกอ่อนมีอายุได้ประมาณเดือนเศษ พ่อแม่ก็จะเตรียมโกนผมไฟโดยไม่ต้องทำพิธี ด้วยการลับมีดโกนกับหินลับมีดให้คมกริบ นำใบบอนมาใบหนึ่ง แม่อุ้มเด็กไว้ในตัก พ่อเอาน้ำชโลมผมไฟให้เด็กทั่วศีรษะ เมื่อผมเปียกดีแล้วพ่อจะเริ่มโกนตั้งแต่หน้าผากขึ้นจนรอบศีรษะ จะต้องระวังส่วนสูงสุดของศีรษะตอนกลางที่เรียกว่า “กระหม่อม” เท่านั้น เพราะเด็กเกิดใหม่กระหม่อมจะบางยังไม่เต็ม ยังนิ่มอยู่ทำให้โกนยากกว่าบริเวณอื่นๆ ส่วนแม่คอยจับมือลูกที่ไขว่คว้าไปมาไม่ได้หยุดนั้นให้นิ่งไว้จะได้ไม่ถูกมีด โกนบาด

เมื่อโกนผมไฟเสร็จแล้ว พ่อจะเก็บผมไฟใส่ใบบอนที่เตรียมไว้ ห่อให้เรียบร้อยแล้วอาจนำไปลอยน้ำโดยเชื่อว่าจะเกิดความร่มเย็นแก่ลูกต่อไป บางรายหากไม่นำห่อผมไฟไปลอยน้ำ ก็อาจนำไปฝากไว้ที่ต้นกล้วยที่มีกาบใหญ่ๆ ก็ได้เพราะถือว่าผมเป็นของสูงจะนำไปทิ้งเรี่ยราดไม่ได้ เหตุผลที่เลือกใบบอนมาห่อผมไฟเด็กคงไม่ใช่เพราะเห็นกิริยาของเด็กอ่อนไม่ อยู่นิ่ง ดูเหมือนคันขยุกขยิกตลอดเวลา แต่อาจเป็นเพราะต้นบอนขึ้นอยู่ทั่วไปในแหล่งที่มีน้ำไปถึง หาง่ายจึงมีผู้นิยมเด็ดหรือตัดมาใช้ รวมทั้งนำมาห่อผมไฟที่โกนแล้วด้วย

ที่มาของความเชื่อเรื่องการโกนผมไฟ : http://thaiculturebuu.wordpress.com

พิธีกรรม มัดตราสัง

พิธีกรรมมัดตราสังเป็นพิธีกรรมหนึ่งในงานศพ ซึ่งเราอาจจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่จะมีใครรู้หรือไม่ว่าพิธีกรรมคืออะไร ความเชื่อเกี่ยวกับพิธีนี้มีอะไรบ้าง และทำไมจึงต้องมีพิธีกรรมนี้ด้วย โปรดติดตามชมวิดีโอต่อไปนี้
 


 

 

ความเชื่อเรื่องผี

แม้ว่าปัจจุบันจะมีวิทยาการที่ก้าวหน้าแล้ว แต่ความเชื่อเรื่องผีก็ยังคงฝังลึกอยู่ในสังคมไทย ความเชื่อนี้บางทีถูกแสดงออกในรูปแบบพิธีกรรม เพื่อให้เกิดความสบายใจ แต่วิดีโอนี้เป็นความเชื่อเกี่ยวกับผีในมหาวิทยาลัย ซึ่งเคยนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เรื่อง มหา’ลัยสยองขวัญ และผู้ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวนี้คือรายการบางอ้อ ซึ่งได้ไป ณ สถานที่จริงในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในภาพยนตร์ ซึ่งเป็นความเชื่อจากคนรุ่นสู่รุ่น

รายการบางอ้อ ตอน มหา’ลัยสยองขวัญ 1

 

รายการบางอ้อ ตอน มหา’ลัยสยองขวัญ 2

รายการบางอ้อ ตอน มหา’ลัยสยองขวัญ 3

 

ที่มาความเชื่อเรื่องผี: http://thaiculturebuu.wordpress.com

ความเชื่อเรื่องบั้งไฟพญานาค

ทุกปีที่จังหวัดหนองคาย และจังหวัดใกล้เคียง ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “บั้งไฟพญานาค” ในช่วงวันออกพรรษาของทุกปี เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อว่าพญานาคเป็นผู้ทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แต่ก็มีคนพยายามค้นหาความจริงอีกว่าที่จริงแล้วบั้งไฟพญานาคนั้นเกิดขึ้นได้ อย่างไร จนปัจจุบันนี้ก็ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้

บั้งไฟพญานาค ตอนที่ 1


บั้งไฟพญานาค ตอนที่ 2

ที่มาความเชื่อเรื่องบั้งไฟพญานาค: http://thaiculturebuu.wordpress.com

ความเชื่อกลุ่มชาติพันธุ์กูยบ้านตรึม

โดย นางบุญเลี้ยง ฉิมมาลี

บทความนี้ มีความประสงค์ให้ทราบ เกี่ยวกับบริบท ความเชื่อ วัฒนธรรมการแต่งกาย ภูมิปัญญา กฎเกณฑ์ อุดมการณ์ และการอยู่ร่วมกัน ของกลุ่มชาติพันธุ์กูย ในอดีตกูยมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองสูงมาก ด้วยโลกาภิวัตน์ และสื่อเทคโนโลยี ทำให้พวกเขารับเอาวัฒนธรรมจากชาติพันธุ์ที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดและความปลอดภัยของพวกเขาเอง แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีกูยกลุ่มหนึ่งที่ยังคงรักษาความเป็นกูยไว้ให้คนรุ่น หลังได้ศึกษา นั้นคือกูยบ้านตรึม อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์

บริบท ภูมิปัญญา กฎเกณฑ์ อุดมการณ์ และการอยู่ร่วมกัน
บ้านตรึม
ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2145 เดิมตั้งชื่อตามต้นคราม ต่อมาเพี้ยนเป็นตรึม ชาติพันธุ์กูยเรียกว่า “เซาะพืด” มีอายุนานกว่า 300 ปี ในปีพ.ศ. 2400 ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ ชาวบ้านบางส่วนได้อพยพออกไปสร้างบ้านเรือนบริเวณรอบ หมู่บ้านตรึม ซึ่งต่อมากลายเป็นหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลตรึม ปี 2526 แยกหมู่บ้านตรึมเป็น 2 หมู่ คือหมู่ 1 และหมู่ 16 บ้านตรึมมีพื้นที่ประมาณ 3,728 ไร่ ประกอบไปด้วยที่ทำกิน 3,481 ไร่ เป็นที่ตั้งหมู่บ้าน 200 ไร่ ป่าช้าและที่โคก 47 ไร่ ดินของบ้านตรึมเป็นดินร่วนปนทรายเหมาะแก่การเพาะปลูก บ้านตรึมมีบ้าน 225 หลังคาเรือน ประชากร 1,045 คน ผู้ชาย 505 คน ผู้หญิง 540 คน อาชีพหลักคือการทำนา อาชีพเสริม คือ รับจ้างตัดอ้อย ทอผ้า จักสาน รายได้ส่วนใหญ่ของชาวบ้านตรึมมาจาการทำนา รับจ้างตัดอ้อย และทอผ้าไหม ซึ่งทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวตลอดปี ( อุษา หม้อทอง. 2547 : 169-173 )

ความเชื่อที่สำคัญมี 3 ประเภท คือ 1) ความเชื่อเกี่ยวกับผี มี 2 ประเภทได้แก่ผีปู่ตามีตะกวดเป็นสัญลักษณ์ ความเชื่อผีบรรพบุรุษ ตัวแทนคือ ผู้หญิงในสายตระกูล ได้แก่ผีมอและผีออ 2) ความเชื่อในพระพุทธศาสนา มีการไปทำบุญตักบาตรทุวันพระและวันสำคัญ 3) ความเชื่อทั่วไปและข้อขะลำต่าง ๆ ซึ่งเป็น กฎเกณฑ์ที่ทำให้คนในบ้านตรึมมีระเบียบวินัยเป็นอย่างดี

ในปีหนึ่งจะมีพิธีแซนอาหย่ะสองครั้ง ในเดือน 3 เพื่อขอบคุณปู่ตาที่ให้ผลผลิตการเกษตรอุดมสมบูรณ์ ในเดือน6 เพื่อขอให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล มีอาหารและน้ำที่บริบูรณ์ตลอดทั้งปี นอกจากพิธีแซนอาหย่ะแล้ว ในช่วงสำคัญของชีวิต ได้แก่ การเกิด การตาย การแต่งงาน การคลอดบุตร การบวช การเกณฑ์ทหาร และอื่น ๆ ทุกขั้นตอนต้องมีความเชื่อเรื่องผีปู่ตาตะกวดมาเกี่ยวพันด้วย ส่วนการนับผีบรรพบุรุษที่มีผู้หญิงของแต่ละตระกูลเป็นผู้สื่อสารกับผี บรรพบุรุษนั้น ได้แก่ มอและออ ในแต่ละปีจะ มีการเล่นมอและออ 3 โอกาส เล่นมอในโอกาสเลือกมอคนใหม่ ในวันปีใหม่ และรักษาคนป่วย จะเล่นในวันอังคารขึ้น 8 ค่ำ ส่วนออจะมีคายที่ทำด้วยดอกจำปา จะเล่น 3 โอกาสเช่นกัน เล่นออเพื่อเลือกออคนใหม่ เล่นออในวันเข้าพรรษาและออกพรรษา เล่นออเพื่อรักษาคนป่วย การเล่นออจะเล่นในวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ การเล่นมอและออมีข้อแตกต่างตรงมอใช้ช้างม้าเล่น ออใช้ดอกจำปา มอไหว้ครูใช้เงิน 112 บาท ออใช้เงิน 300 บาท การเข้าทรง มอร่างทรงจะโยกซ้าย – ขวา ส่วนออร่างทรงจะโยกหน้า – หลัง

พิธีกรรมกฎเกณฑ์ เกิดจากความเชื่อทั้ง 3 ประเภทได้แก่พิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผี พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาและพิธีกรรมในข้อขะลำต่าง ๆ ทุกอย่าง เมื่อเกิดพิธีกรรมแล้วกฎเกณฑ์ย่อมมาตามด้วย

ภูมิปัญญา ได้มาจากองค์ประกอบของบริบทชุมชน ได้แก่ การเกิดจะมีภูมิปัญญา ในการทำคลอด การพยาบาลแม่และเด็กทารก การแต่งงานมีภูมิปัญญาด้านการทำนายคางไก่ การตายมีภูมิปัญญาการใช้ผ้าควบคลุมศพ การเอาน้ำมะพร้าวอ่อนล้างกระดูกกันกลิ่น การถนอมอาหาร การสร้างที่อยู่อาศัย ด้านเทคโนโลยี การจักสาน และอื่น ๆ

อุดมการณ์การอยู่ร่วมกัน ได้มาจาก องค์ประกอบความเป็นกูย อันได้จากทัศนะของชาติพันธุ์กูยเอง เกิดจากทัศนะของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น โดยเน้นจากการแสดงออกทางภาษา ความเชื่อและการนับถือ การแต่งกาย ศิลปะ นันทนาการ สถาปัตยกรรม

วัฒนธรรมการแต่งกาย
การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์กูย ประกอบด้วย การแต่งกายในชีวิตประจำวัน การแต่งกายในการเกิด การแต่งงาน การตาย การบวชนาค การทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา

การเกิด ตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์จนคลอดบุตร และการรักษาพยาบาลบุตรและตัวแม่เองได้แก่ ขณะตั้งครรภ์แต่งกายในการออกนอกบ้านไปทำงานต้องแต่งกายด้วยชุดดำ ซึ่งเป็นสีที่กลมกลืนกับธรรมชาติ สามารถป้องกันอันตรายจากภูตผีปีศาจได้

การแต่งงาน เจ้าบ่าวในสมัยก่อนจะแต่งด้วยผ้าจูงกระเบน เสื้อคอกลมสีขาว คาดเอวด้วยผ้าสไบ บางคนจะเอาผ้าสไบพาดบ่าด้วย ส่วนเจ้าสาวจะแต่งด้วยผ้าสิ้นไหมลายสมอ สาคู หรืออับพรม เสื้อคอกลมแขนยาวสีแดง ทัดดอกไม้หรือทรงผมจะประดับด้วยดอกไม้สีต่าง ๆ สวยงาม หลังจากแต่งงานแล้วจะมีพิธีเซ่นผีปู่ย่าตายาย ในพิธีเซ่นผีจะมีการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ปู่ย่าหรือตายาย โดยเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะเป็นผู้นำเอาผ้าไหมไปไหว้และเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ หลังจากนั้นจะมีพิธีไปขึ้นบ้านฝ่ายเจ้าบ่าว การไปขึ้นบ้านเจ้าบ่าวนั้นเจ้าบ่าวจะมีการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่โดยนุ่ง ผ้าโสร่ง สวมเสื้อคอกลมสีขาว (แขนสั้นหรือแขนยาวก็ได้) ส่วนเจ้าสาวจะเปลี่ยนผ้าสิ้นเป็นลายดอกหรือลายมัดหมี่ สวมเสื้อสีขาว สีเขียว หรือเหลืองก็ได้ และมีผ้าสไบพาดบ่า

บ้านไหนมีคนตาย จะมีพิธีเซ่นผีเพื่อบอกกล่าวให้ช่วยดูแลวิญญาณผู้ที่ตายให้อยู่อย่างสุขสบาย ส่วนบุตรหลานและแขกผู้มีเกียรติจะแต่งกายด้วยชุดสีดำทุกคนเพราะมีความเชื่อ ที่ว่าสีดำเป็นสีที่เป็นมงคล มีความมั่นคง ความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นงานศพจึงจำเป็นต้องแต่งกายด้วยสีดำ

งานบวชในส่วนของแขกและญาติผู้มีเกียรติจะแต่งกายตามเพศตาม วัยในชุดสุภาพโดยเฉพาะผู้สูงอายุเพศชายจะนุ่งผ้าโสร่ง สวมเสื้อคอกลมสีน้ำเงิน สีขาว ส่วนผู้หญิงจะนุ่งผ้าสิ้นไหม ผ้าควบ ผ้าสมอ ผ้าสาคู สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นหรือแขนยาวสีดำ สีแดง สีเหลืองตามสะดวก สิ่งที่ไม่ลืมคือผ้าสไบ หรือผ้าเจียดตรูย ส่วนเด็ก ๆ หรือหนุ่มสาวก็จะใส่เสื้อผ้าตามความสะดวก เช่น กางเกงขาก๊วย เสื้อแขนกระบอก เป็นต้น

การแต่งกายในวันขึ้นบ้านใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์กูย ของชาย หญิง บ้านตรึม บ้านแตล มีลักษณะคล้ายกันกับงานแต่งงาน การแต่งกายของเจ้าบ่าวจะแต่งด้วยผ้าจูงกระเบน เสื้อคอกลมสีขาว คาดเอวด้วยผ้าสไบ บางคนจะเอาผ้าสไบพาดบ่าด้วย ส่วนเจ้าสาวจะแต่งด้วยผ้าสิ้นไหมลายสมอ สาคู หรืออับพรม เสื้อคอกลมแขนยาวสีแดง ทัดดอกไม้หรือทรงผมจะประดับด้วยดอกไม้สีต่าง ๆ สวยงาม

คุณค่าที่ได้จากวัฒนธรรมการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์กูย

1. คุณค่าด้านเศรษฐกิจ
จะเห็นได้ว่า นอกจากกลุ่มชาติพันธ์กูย จะมีอาชีพทำนาแล้ว ในเวลาว่างพวกเขายังใช้เวลาในการเลี้ยงไหม ทอผ้า หารายได้เสริม เศษผ้าที่เหลือสามารถนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ประจำตำบลได้อีกทาง ดังนั้นจึงมีคุณ ค่าด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกในชุมชน ในครอบครัว ทำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น สังเกตได้จากการ สร้างบ้านเรือน โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อปี 20,000-25,000 บาทต่อปี

2. คุณค่าด้านสังคม
คุณค่าด้านสังคมคือเกิดการรวมกลุ่ม เกิดการพึ่งพาอาศัยกัน เอื้ออาทรต่อกัน สร้างจิตสำนึกรักถิ่นกำเนิด ภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ของตน เป็นการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดทั้งสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษและยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับหมู่ บ้าน ชุมชนและจังหวัดสุรินทร์อีกด้วย ( เรณุกา ศรีผ่องงาม. 2547 : 99 )

3. คุณค่าด้านการเมืองการปกครอง
พ่อวัง ดัชถุยาวัตร “ การดำเนินธุรกิจทอผ้าไหมในบ้านตรึม เป็นการ

รวมกลุ่มการบริหารจัดการในรูปคณะกรรมการ มีการประชุมคณะกรรมการปีละ 2 ครั้ง มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารทุกปี ทำให้มีอำนาจต่อรองทางการเมืองการปกครองในรูปแบบการปกครองในรูปแบบต่างๆ เช่น การเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล(ส.อบต.)” ( วัง ดัชถุยาวัตร สัมภาษณ์ : 11 มิ.ย. 2550 )

กล่าวโดยสรุป ความเชื่อและคุณค่าด้านวัฒนธรรมการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์กูย บ้านบ้านตรึม ประกอบด้วย ความเชื่อด้านการเกิด การแต่งงาน การตาย การบวชนาค การขึ้นบ้านใหม่ การทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา ส่วนคุณค่าที่ได้ ได้แก่คุณค่าด้านเศรษฐกิจ คุณค่าด้านสังคม และคุณค่าด้านการเมืองการปกครอง

บรรณานุกรม
เรณุกา ศรีผ่องงาม. …….มหาวิทยาลัยราช
ภัฏสุรินทร์, 2547.
อุษา หม้อทอง. การนับถือผีของกลุ่มชาติพันธุ์กูยในประเทศและส่วยในสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, 2547.
วัง ดัชถุยาวัตร. ( 2550 ) . สัมภาษณ์ 11 มิ.ย. 2550
ศรี ดัชถุยาวัตร. สัมภาษณ์ : 11 มิ.ย. 2550

ที่มาของความเชื่อกลุ่มชาติพันธุ์กูยบ้านตรึม : baanjomyut.com