Archive for พิธีกรรม ความเชื่อ

ความเชื่อเรื่องราหูอมจันทร์

โดย พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร (พรรณา)
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


เนื่องจากจันทิมสูตร และสุริยสูตร เป็นพระสูตรที่เกิดขึ้นในบริบทสังคมอินเดียสมัยโบราณ ดังนั้น การที่จะตอบคำถามว่า ทำไมพระสูตรทั้งสองถึงได้ปรากฏในรูปลักษณะอย่างนี้ ? ทำไมพระพุทธเจ้าจึงได้นำเรื่องพระจันทร์ พระอาทิตย์ และพระราหู มาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงธรรมขององค์ ? อะไรคือจุดยืนของพระพุทธเจ้าในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ? ผู้เขียนคิดว่าคำถามเหล่านี้จะไม่เป็นคำถามเลยถ้าเรามีชีวิตอยู่ในบรรยากาศ แวดล้อมอย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า แต่ที่เป็นคำถามขึ้นมาก็เพราะยุคสมัยของเราอยู่ห่างไกลจากยุคสมัยพระองค์ เหลือเกิน บางครั้งก็อาจจะเป็นไปได้ว่าคนสมัยนี้มักจะใช้กรอบยุคสมัยของตัวเองเข้าไป จับยุคสมัยของคนโบราณ จึงได้ทำให้เกิดคำถามหรือข้อสงสัยขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่า การที่เราจะทำความเข้าใจเรื่องที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ได้ดี เราต้องศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทกับบริบท นั่นคือการย้อนกลับไปดูบรรยากาศ สภาพแวดล้อม และค่านิยมความเชื่อของยุคสมัยอันเป็นบ่อเกิดของตัวบทนั้น ๆ ดังที่ สตีเวน คอลลินส์ (Steven Collins) ได้กล่าวไว้ว่า “แนวคิดของเถรวาทเกิดมาจากบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แล้วสร้างรูปแบบและสมมติฐานบางอย่างขึ้นมาเพื่อปลดเปลื้องปัญหาเฉพาะ บางอย่าง…” นอกจากนั้น เขายังให้เหตุผลต่อไปว่า คัมภีร์ต่าง ๆ สามารถทำความเข้าใจได้ตามแนวคิดของ เอมิล เดอร์ไคม์ (Durkhiem) ที่ว่าเป็น “ข้อเท็จจริงทางสังคม” นั่นหมายความว่า คัมภีร์ทางศาสนา ไม่ได้ปรากฏขึ้นมาท่ามกลางสังคมอันว่างเปล่า หากแต่มีข้อเท็จจริงทางสังคมเป็นฐานรองรับหรือเป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคัมภีร์กับบริบททางสังคม

แมรี่ ดักลาส (Mary Douglas) ให้กล่าวว่า ความเชื่อและระบบคุณค่าต่าง ๆ ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ถูกกำหนดหรือออกแบบโดยบริบทแวดล้อม ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ออกแบบบริบทแวดล้อมขึ้นมาใหม่ด้วย บริบททางสังคมเป็นตัวกำหนดโครงสร้างและแบบแผนการให้รางวัลและการลงโทษ เป็นตัวกำหนดระบบคุณค่าบางอย่างและความหมายของการดำรงอยู่ ดังนั้น บริบทแต่ละอย่างจึงมักก่อให้เกิดอคติเชิงวัฒนธรรมและจักรวาลวิทยา นั่นคือ สำนึกร่วมทางศีลธรรมของสังคมที่เกี่ยวกับมนุษย์และตำแหน่งแห่งที่ของตนใน จักรวาล โดยนัยนี้ ตัวบท จึงเกิดขึ้นภายใต้ความกดดันของบริบทและเป็นตัวแทนของบริบทนั้น หรือเรียกอีกอย่างว่า ตัวบทเป็นตัวแทนของ “จักรวาลวิทยาที่ถูกแช่แข็ง” ดังที่ แคนต์เวลล์ สมิธ (W. Cantwell Smith) กล่าวว่า คัมภีร์ทางศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของจารีตที่ผ่านการสั่งสม ซึ่งตกทอดมาจากอดีต เมื่อมาเผชิญหน้ากับปัจเจกบุคคลผู้มีศรัทธา เขาก็จะตีความให้มีความหมายและความสมเหตุสมผลในบริบทของเขาเอง บริบทจึงมีอิทธิพลต่อแนวทางการทำความเข้าใจคัมภีร์ของประชาชนสูงมาก และเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับติดสินใจว่าควรจะรับเอาหรือเน้นย้ำแนวคิดแบบใด และควรจะสลัดทิ้งแนวคิดแบบใด

จากทัศนะต่าง ๆ ที่ยกมา แสดงให้เห็นว่า ตัวบทหรือคัมภีร์ทางศาสนามีความสัมพันธ์กับบริบทแวดล้อมทางสังคมอย่างแยกกัน ไม่ออก เนื้อหาที่บรรจุอยู่ในตัวบทหรือคัมภีร์ ก็คือภาพสะท้อนของบริบทหรือจักรวาลวิทยาของสังคมยุคนั้น ๆ ในขณะเดียวกัน บริบทก็คือรากฐานทางวัฒนธรรมหรือค่านิยมความเชื่อที่ส่งอิทธิพลหรือเป็นตัว กำหนดรูปแบบเนื้อหาของตัวบทหรือคัมภีร์

ที่มาของความเชื่อเรื่องราหูอมจันทร์ : baanjomyut.com

พิธีกรรม ความเชื่อเรื่องพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก

ช่วงเวลาในพิธีกรรม ความเชื่อเรื่องพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก พิธีบวงสรวงจะกระทำก่อนการลงมือจับปลาบึกที่อำเภอเชียงของ จะเริ่มจับปลาบึกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม ของทุกปีซึ่งเป็นช่วงที่ปลาบึกกำลังผสมพันธุ์ และว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ที่ทางต้นน้ำในประเทศจีน

ความสำคัญในพิธีกรรม ความเชื่อเรื่องพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก

พิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าปลาบึกเป็นปลาที่มีเทพคอยคุ้มครองอยู่ ถ้าไม่มีการบวงสรวงไหว้วอนขอจากเจ้าพ่อของเขา และไม่ปลุกขวัญแม่ย่านางเรือให้มีอานุภาพแกร่งกล้าผู้นั้นก็ยากที่จะจับปลา บึกได้สำเร็จ ดังนั้นบรรดาชาวประมงหรือพรานล่าปลาบึกบ้านหาดไคร้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จึงได้มีพิธีบวงสรวงกันทุกปี จนกลายเป็นประเพณีพื้นบ้านของท้องถิ่น

พิธีกรรม ความเชื่อเรื่องพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก

พิธีบวงสรวงจะกระทำบริเวณชายหาดริมแม่น้ำโขง โดยมีศาลเพียงตาและมีรั้วรอบทั้งสี่ด้าน ที่มุมรั้วทั้ง๔ จะผูกต้นกล้วย ต้นอ้อยไว้ ส่วนบนศาลเพียงตาจะมีเครื่องเซ่นบวงสรวงประกอบด้วย ดอกไม้ ธูปเทียน สุราอาหารและผลไม้ สมัยก่อนเครื่องเซ่นสังเวยบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกและแม่ย่านางเรือมีเพียง ดอกไม้ ธูปเทียนและไก่เป็นๆ โดยจับขาไก่สองข้างให้แน่นและฟาดลำตัวลงบนหัวเรือให้ตายทั้งเป็น เพื่อให้เลือดกระเซ็นรอบๆเรือและเครื่องมือที่ใช้ดักจับปลาบึก จากนั้นก็ขออาหารที่เหลือมาแบ่งกันกิน เป็นอันเสร็จพิธี

สาระของพิธีกรรม ความเชื่อเรื่องพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก

การทำพิธีบวงสรวงก่อนการจับปลาบึกเป็นการสร้างกำลังใจ ความเป็นสิริมงคล และโชคลาภแก่ชาวประมง ตลอดจนเป็นการรักษาไว้ซึ่งประเพณีที่เคยปฏิบัติสืบกันมาทุกปี

ที่มาของพิธีกรรม ความเชื่อเรื่องพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก : ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/

พิธีกรรม ความเชื่อเรื่องศาลพระภูมิ

พิธีกรรม ความเชื่อเรื่องศาลพระภูมิ มีลักษณะความเชื่อเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับวิญญาณ

ความสำคัญในพิธีกรรม ความเชื่อเรื่องศาลพระภูมิ

เจ้าของบ้านเชื่อว่าในบริเวณบ้านของตนมีวิญญาณของเทพซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า พระภูมิอาศัยอยู่ หากได้จัดหาที่อยู่ที่เหมาะสมให้ และให้ความเคารพนับถือ บวงสรวงบูชาเป็นประจำแล้ว จะทำให้เจ้าของบ้านและคนในครอบครัวมีความสุข ปลอดภัยและมีความเจริญรุ่งเรือง

พิธีกรรม ความเชื่อเรื่องศาลพระภูมิ

ในเบื้องต้น เจ้าของบ้านต้องจัดหาที่อยู่อาศัยของพระภูมิ ที่เรียกกันทั่วไปว่า ศาลพระภูมิ มีลักษณะเป็นเรือนหรือปราสาทเล็กๆ วางอยู่บนเสาต้นเดียวและส่วนประกอบ คือ เจว็ด ตุ๊กตาชายหญิง ช้าง ม้ากระถางธูป เชิงเทียน แจกันดอกไม้ เป็นต้น ส่วนการกำหนดวัน เวลาฤกษ์ยาม ตำแหน่งที่ตั้งศาลพระภูมิซึ่งจะต้องอยู่ภายในรั้วหรือบริเวณบ้าน การทำพิธีตั้งศาลและเชิญพระภูมิขึ้นประทับบนศาลต้องให้หมอเจ้าพิธีเป็นผู้ ดำเนินการ

ในวันทำพิธีเจ้าของบ้านต้องจัดหาเครื่องสังเวย มี อาหารคาวเช่น หัวหมู ไก่ เป็ด เป็นต้น อาหารหวานเช่น ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว เป็นต้น ผลไม้ เช่น กล้วยน้ำว้าสุก และ มะพร้าวอ่อน นอกจากนี้ยังมีเครื่องบูชาเช่น บายศรีปากชาม พวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน ผ้าแพร ๓ สี ด้ายสายสิญจน์ ขันน้ำมนต์ พานครูของหมอเจ้าพิธี เป็นต้น

เมื่อทุกอย่างพร้อม หมอเจ้าพิธีจะทำพิธีตามลำดับ เริ่มจากหมอเจ้าพิธีซึ่งนุ่งห่มชุดขาวอย่างพราหมณ์ทำพิธีบูชาครู ทำน้ำมนต์พรมที่หลุมสำหรับวางฐานเสาศาล วางสิ่งของมงคลที่ก้นหลุม เช่น เหรียญเงินใบเงิน ใบทอง ใบมะยม ดอกพุทธรักษา เป็นต้น ยกเสาตั้งในหลุม ตั้งเครื่องสังเวยตรงหน้าศาลพระภูมิ พรมน้ำมนต์เครื่องสังเวย เชิญเทพ เจิมแป้งที่ศาล เจิมเจว็ดและบริวาร ปิดทองคำเปลวที่เจว็ดและตัวศาลผูกสายสิญจน์โยงตัวศาลกับเครื่องสังเวย จุดธูปปักที่เครื่องสังเวยทุกอย่าง หมอเจ้าพิธีกล่าวนำถวายและเซ่นเครื่องสังเวยลาเครื่องสังเวย เชิญพระภูมิขึ้นศาล ลาเครื่องสังเวยอีกครั้ง ตักเครื่องสังเวยทุกชนิดใส่ในกระทงใบตองเล็ก ๆ๔ ใบ วางไว้ที่มุมศาลทั้ง ๔ มุม ปลดสายสิญจน์ ยกเครื่องสังเวยออก เป็นเสร็จพิธี

ที่มา พิธีกรรม ความเชื่อเรื่องศาลพระภูมิ: ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/

 

พิธีกรรมการโจลมะม๊วด

พิธีกรรมการโจลมะม๊วด

“โจลมะม๊วด” เป็นพิธีกรรมความเชื่อที่แสดงถึงวิถีชีวิตของ “ชาวเขมร” ในชนบทดั้งเดิม ที่จัดขึ้นเพื่อการรักษาผู้ป่วย ที่ไม่สามารถหาสาเหตุของการป่วยได้ ซึ่งมักเชื่อว่าผู้ป่วย ถูกคุณไสย์ หรือ ถูกกระทำจากสิ่งเร้นลับ ตลอดถึงวิญญาณร้ายสิงสู่ ญาติพี่น้องจะเชิญ “แม่หมอ”มา ประกอบพิธีกรรมเพื่อเป็นการขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้าย หรือ ขอขมาลาโทษ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ป่วยอาจล่วงละเมิดโดยไม่ตั้งใจ หรือ ถอนคุณไสย์ที่ถูกกระทำจากศัตรูคู่แค้น โดยการใช้ดนตรีเป็นสื่อในการประกอบพิธี เพื่อเป็นการบูชาครู และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ป่วย…………….

พิธีกรรมการโจลมะม๊วด

พิธีกรรมการโจลมะม๊วด

อุปกรณ์ในการแสดงจะประกอบด้วยเครื่องเซ่นสังเวย และเครื่องบวงสรวง ซึ่งทำจากก้านกล้วยจำนวน 2 ชุด ชุดที่ 1 มี 3 ขาซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของดวงวิญญาณที่เป็นเพศชาย ชุดที่ 2 มี 4 ขา จะเป็นตัวแทนของดวงวิญญาณที่เป็นเพศหญิง พร้อมทั้งมีดอกไม้ธูปเทียน อาวุธ (มีดดาบ) 1 เล่ม ข้าวสาร 1 ขัน นางรำแล้วแต่สถานการณ์ แม่หมอจะอัญเชิญดวงวิญญาณประทับร่าง ในขณะเดียวกันนักดนตรีก็จะบรรเลงเพลงในจังหวะเร่งเร้า และนางรำก็จะร่ายรำบูชาครู ตลอดถึงเทวดาฟ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ให้ช่วยดลบันดาลให้ผู้ป่วยหายจากอาการป่วยไข้ ส่วนอาวุธซึ่งเป็นมีดดาบที่ใช้ในพิธี ถือว่าเป็นอาวุธที่ใช้เพื่อการข่มดวงวิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่ในร่างของผู้ ป่วย

ปัจจุบันพิธีกรรมเหล่านี้ยังมีอยู่ในบางชุมชน ซึ่งหากไม่มีผู้ป่วยไข้ในชุมชน ก็จะจัดพิธีกรรมนี้ขึ้นเพื่อเป็นการบูชาครู ตลอดถึงเทวดาฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือดวงวิญาณบรรพบุรุษ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ผู้คนในครอบครัว ในชุมชน โดยพิธีกรรมจะเริ่มขึ้นเมื่อดนตรีเริ่มบรรเลง ผู้ที่อยู่ในพิธีจะมีอาการเคลิบเคลิ้ม ก่อนที่ลุกขึ้นฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน


ซึ่งแต่ละครั้งผู้ร่วมพิธี จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกมาฟ้อนรำ กินเวลายาวนานถึงกับข้ามวันข้ามคืน โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และเชื่อกันว่าผู้ที่ร่วมร่ายรำในพิธีโจลมะม๊วด นี้จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีอายุยืนยาว ทั้งนี้เชื่อกันว่าเป็นเพราะได้ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการเสริมสร้างทั้งสุขภาพกายและกำลังใจนั่นเอง