Tag Archive for ความเชื่อ

ความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ข้อห้ามทางไสยศาสตร์

เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

1.ห้ามผิวปากเวลากลางคืนเชื่อว่าจะโดนคุณไสยที่ล่องลอยอยู่
2.ห้ามโพกหัวหรือสวมหมวกในวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เชื่อว่าหัวจะล้าน
3.ห้ามบ้วนน้ำลายลงโถส้วมเชื่อว่าวาจาจะเสื่อม
4.ห้ามนั่งบนขั้นบันไดเพราะผีบ้านผีเรือนไม่ชอบ
5.ห้ามนั่งบนหมอนเชื่อว่าคาถาจะเสื่อม
6.ห้ามเล่าความฝันในขณะทานข้าวเชื่อว่าแม่โพสพท่านไม่ชอบ 7.ห้ามเดินข้ามหนังสือเพราะเชื่อว่าจะเรียนไม่จำ
8.ห้ามนุ่งผ้าเปียกเข้าบ้านเพราะเชื่อว่าผีไม่กลัวและจะทำให้ปวดท้อง
9.ห้ามหญิงมีครรภ์ห้ามไปงานศพ เพราะจะมีวิญญาณติดตามมา
10.ห้ามดมดอกไม้ที่จะนำไปถวายพระเชื่อกันว่าจมูกจะเป็นไซนัสหรือริดสีดวงจมูก

11.ห้ามหลับเวลาฟังพระเทศเชื่อว่าชาติหน้าจะเกิดเป็นงู
12.ห้ามเอาของคืนเมื่อให้ผู้ใดไปแล้วเชื่อว่าจะเป็นเปรต(นอกจากให้ยืม)
13.ห้ามกวาดขยะกลางคืนเชื่อว่าผีไม่คุ้มและกวาดทรัพย์ออกหมด
14.ห้ามตัดเล็บกลางคืนเชื่อว่าอายุจะสั้น
15.ห้ามลอดไม้ค้ำต้นกล้วยและไม้ค้ำบ้านและห้ามลอดราวผ้าและห้ามลอดใต้แขนคนอื่นเพราะจะทำให้ของเสื่อม
16.อย่าให้ใครข้ามหัวเพราะจะทำให้อาคมเสื่อมและของทุกอย่างเสื่อม
17.ห้ามด่าแม่ผู้อื่นเพราะสาริกาลิ้นทองจะเสื่อม
18.คนสักยันต์ห้ามกินฟักแฟงบวบน้ำเต้าและปลาไม่มีเกล็ดเพราะเชื่อว่าหนังจะไม่เหนียว
19.หากไปในที่สถานที่แปลกๆห้ามทักเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆเพราะเชื่อกันว่านั่นคือคุณไสย หรือของไม่ดีหากใครทักจะเข้าตัวทันที
20.ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกเพราะเชื่อว่าวิญญาณจะออกจากร่าง(อีกอย่างหนึ่งเป็นทิศที่หันหัวของคนตาย)
21.ห้ามขึ้นบ้านวันเสาร์ เผาศพวันศุกร์ โกนจุกวันอังคาร แต่งงานวันพุธ เพราะเป็นอัปมงคล
22.ห้ามเคาะจานข้าวเวลารับประทานอาหาร โบราณท่านถือว่า ห้ามเคาะจานข้าว เพราะจะเป็นการเรียนวิญญาณที่พเนจร เมื่อได้ยินเสียงเราเคาะจาน ก็จะพากันมาแย่งเรากินข้าว กินอาหารคาวหวานท่านต้องเคยเห็นเวลาเราไหว้ศพหรือไหว้วันสำคัญ เราจะจัดชุดสำหรับพวกผีไม่มีญาติ และทำพิธิเรียกมากิน โดยใช้การเคาะถ้วยชาม ดังนั้นผู้ใหญ่จึงถือมาก ห้ามลูกหลานเคาะจานชามเวลากินข้าว

ที่มาความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ข้อห้ามทางไสยศาสตร์ : mthai.com / http://www.kzimo.com

วัฒนธรรมไทย โขน

 

โขน เป็นศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งของไทย มีประวัติที่เก่าแก่ยาวนานมาก เชื่อว่ามีความเก่าแก่อย่างน้อยย้อนไปถึงสมัยอยุธยามีการสันนิษฐานว่าเป็น การแสดงที่พัฒนามาจากการแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ กระบี่กระบอง และการแสดงหนังใหญ่ ดังนั้นการแสดงโขนจึงเป็นการรวมศิลปะการแสดงหลายชนิดเข้าด้วยกัน เป็นการแสดงที่อาศัยท่าเต้นเป็นการแสดงออกทางอารมณ์เป็นสำคัญ ตัวละครมีทั้งแบบสวมมงกุฎบนศีรษะ และสวมหน้ากาก โดยการแสดงเป็นเรื่องราว มีทั้งบทเจรจา และบทร้อง สำหรับเนื้อเรื่องที่นำมาแสดงโขนนั้นเดิมมีทั้งเรื่องอุณรุท และรามเกียรติ์ แต่ในปัจจุบันนิยมเล่นแต่เรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น

ความหมายของโขน
โขนเป็นนาฏกรรมที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับ ของตนเอง คำว่า “โขน” ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด ซึ่งได้มีกล่าวไว้ในลิลิตพระลอเล่าถึงงานมหรสพในงานพระศพของพระลอและพระ เพื่อนพระแพงว่า “ขยายโรงโขนโรงรำ ทำระทาราวเทียน” คำว่า “โขน” มีกล่าวไว้ในหนังสือของชาวต่างประเทศ เป็นการกล่าวถึงศิลปะแห่งการเล่นของไทยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นที่นิยมและยึดถือเป็นแบบแผนกันมานาน มีข้อสันนิษฐานว่าโขนน่าจะมาจากคำในภาษาต่าง ๆ ดังนี้

เครื่องดนตรีโขล

  1. โขนในภาษาเบงกาลี ซึ่งมีคำว่า “โขละ หรือโขล” ซึ่งเป็นชื่อของเครื่องดนตรีประเภทหนัง ชนิดหนึ่งของฮินดู โดยตัวรูปร่างคล้ายมฤทังคะ (ตะโพน) ส่วนใหญ่เป็นเครื่องดนตรีที่พวกไวษณพนิกายในแคว้นแบงกอลนิยมใช้ประกอบการ เล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ยาตรา” ซึ่งหมายถึง ละครเร่ และหากเครื่องดนตรีชนิดนี้ได้เคยนำเข้ามาในดินแดนไทยแล้วนำมาใช้ประกอบการ เล่นนาฏกรรมชนิดหนึ่ง เราจึงเรียกการแสดงชุดนั้นว่า “โขล” ตามชื่อเครื่องดนตรี
  2. โขนในภาษาทมิฬ เริ่มจากคำว่า โขล มีคำเพียงใกล้เคียงกับ “โกล หรือ โกลัม” ในภาษาทมิฬ ซึ่งหมายถึงเพศ หรือการแต่งตัวหรือการประดับตกแต่งตัวตามลักษณะของเพศ
  3. โขนในภาษาอิหร่าน มาจากคำว่า “ษูรัต ควาน” (Surat khwan) ซึ่งษูรัตแปลว่าตุ๊กตาหรือหุ่น ซึ่งผู้อ่านหรือผู้ขับร้องแทนตุ๊กตาหรือหุ่นเรียกว่า “ควาน” หรือโขน (Khon) ซึ่งคล้าย ๆ กับผู้พากย์และผู้เจรจาอย่างโขน
  4. โขนในภาษาเขมร ในพจนานุกรมภาษาเขมร มีคำว่า “ละคร” แต่เขียนเป็นอักษรว่า “ละโขน” ซึ่งหมายถึงมหรสพอย่างหนึ่งเล่นเรื่องต่าง ๆ กับมีคำว่า “โขล” อธิบายไว้ในพจนานุกรมเขมรว่า “โขล ละคอนชายเล่นเรื่องรามเกียรติ์”

หากที่มาของโขนมา จากคำในภาษาเบงคาลี ภาษาทมิฬและภาษาอิหร่าน ก็คงจะมาจากพวกพ่อค้าวาณิช และศาสนาจารย์ของชาวพื้นเมืองประเทศนั้น ๆ แพร่มาสู่ดินแดนในหมู่เกาะชวา มาลายูและแหลมอินโดจีน

จากข้อสันนิษฐานต่างๆ ยังมิอาจสรุปได้แน่นอนว่า “โขน” เป็นคำมาจากภาษาใด แต่เมื่อเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ซึ่งใช้กันในยุคสมัยนี้ก็จะพบว่า โขน หมายถึง การเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละครรำ แต่เล่นเฉพาะในเรื่องรามเกียรติ์ โดยผู้แสดงสวมหัวจำลองต่าง ๆ ที่เรียกว่า หัวโขน หรืออีกความหมายหนึ่งหมายถึง ไม้ที่ต่อเสริมหัวเรือท้ายเรือให้งอนเชิดขึ้นไป เรียกว่า “โขนเรือ” เรียกเรือชนิดหนึ่งที่มีโขนว่า เรือโขน เช่น เรือโขนขนาดใหญ่น้อย เหลือหลาย (ลิลิตพยุหยาตรา) หรือส่วนสุดทั้ง 2 ข้างของรางระนาดหรือฆ้องวง ที่งอนขึ้นก็เรียกว่า “โขน”

วิวัฒนาการของโขน
การแสดงโขนในขั้นแรกน่าจะแสดงกลางสนามกว้าง ๆ เหมือนกับการแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ ต่อมาการแสดงก็เจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการปลูกโรงไว้ใช้แสดง จนมีฉากประกอบตามท้องเรื่อง จากนั้นโขนก็มีการวิวัฒนาการดัดแปลงการเล่นด้วยวิธีการต่าง ๆ เราจึงเรียกแยกประเภทของโขนตามลักษณะการแสดงนั้น ๆ ได้แก่

  1. โขนกลางแปลง
  2. โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว
  3. โขนหน้าจอ
  4. โขนโรงใน
  5. โขนฉาก

เรื่องที่ใช้แสดงโขน

เรื่องที่ใช้แสดงโขนที่รู้จักกันแพร่หลายคือเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมีทั้งหมดหลายสำนวนด้วยกัน ต้นกำเนิดของเรื่องรามเกียรติ์นี้คือมหากาพย์รามายณะของประเทศอินเดีย แต่งโดยพระฤๅษีวาลมิกิ ซึ่งชาวอินเดียสมัยโบราณเชื่อว่าถ้าได้ฟังหรืออ่านเรื่องนี้ก็สามารถล้างบาป ได้

รามเกียรติ์เป็นเรื่องราวของพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระรามเพื่อ คอยปราบอสูร สงครามระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ผู้ซึ่งเป็นพญายักษ์นั้น เกิดจากทศกัณฐ์ไปลักพาตัวนางสีดามเหสีของพระรามมาเป็นชายาของตนเอง พระรามและพระลักษมณ์จึงออกติดตาม ได้พญาวานรสุครีพและมหาชมพูมาเป็นบริวาร รวมถึงหนุมานเป็นทหารเอก เพื่อทำศึกกับทศกัณฐ์จนได้รับชัยชนะ

รามเกียรติ์ฉบับของไทยได้มีการแต่งเป็นตอน ๆ เพื่อใช้ในการแสดงต่าง ๆ ในยุคสมัยที่ต่างกันดังนี้

1. บทละครรามเกียรติ์สมัยกรุงศรีอยุธยา บทรามเกียรติ์ที่แต่งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยามีเพียงสามฉบับเท่านั้น ได้แก่

  • รามเกียรติ์คำฉันท์
  • รามเกียรติ์คำพากย์
  • รามเกียรติ์บทละครครั้งกรุงเก่า

2. บทละครรามเกียรติ์สมัยกรุงธนบุรี
3. บทละครรามเกียรติ์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์บทรามเกียรติ์ที่แต่งขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีทั้งหมด 4 ฉบับ ได้แก่

  • บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 1
  • บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 2
  • บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 4
  • บทร้อง และบทพากย์รามเกียรติ์ในรัชกาลที่ 6

ลักษณะบทโขน

ลักษณะบทโขน ประกอบด้วย

  1. บทร้อง ซึ่งบรรจุเพลงไว้ตามอารมณ์ของเรื่อง บทร้องแต่งเป็นกลอนบทละครเป็นส่วนใหญ่ อาจมีคำประพันธ์ชนิดอื่นบ้างแต่ไม่นิยม บทร้องนี้จะมีเฉพาะโขนโรงในและโขนฉากเท่านั้น
  2. บทพากย์ การแสดงโขนโดยทั่วไปจะเดินเรื่องด้วยบทพากย์ ซึ่งแต่งเป็นคำประพันธ์ชนิดกาพย์ฉบัง 16 หรือกาพย์ยานี 11 บทมีชื่อเรียกต่าง ๆ ดังนี้1. พากย์เมือง หรือพากย์พลับพลา คือบทตัวเอก เช่น ทศกัณฐ์หรือพระรามประทับในปราสาทหรือพลับพลา
    2. พากย์รถ เป็นบทชมพาหนะและกระบวนทัพ ไม่ว่าจะเป็นรถ ม้า ช้าง หรืออื่นใดก็ได้ ตลอดจนชมไพร่พลด้วย
    3. พากย์โอ้ เป็นบทโศกเศร้า รำพัน คร่ำครวญ ซึ่งตอนต้นเป็นพากย์ แต่ตอนท้ายเป็นทำนองร้องเพลงโอ้ปี่ ให้ปี่พาทย์รับ
    4. พากย์ชมดง เป็นบทตอนชมป่าเขา ลำเนาไพร ทำนองตอนต้นเป็นทำนองร้อง เพลงชมดงใน ตอนท้ายเป็นทำนองพากย์ธรรมดา
    5. พากย์บรรยาย เป็นบทขยายความเป็นมา ความเป็นไป หรือพากย์รำพึงรำพันใดๆ เช่น พากย์บรรยายตำนานรัตนธนู
    6. พากย์เบ็ดเตล็ด เป็นบทที่ใช้ในโอกาสทั่วๆ ไป เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เข้าประเภทใด เช่นกล่าวว่า ใครทำอะไร หรือพูดกับใคร ว่าอย่างไร
  3. บทเจรจา เป็นบทกวีที่แต่งเป็นร่ายยาว ส่งและรับสัมผัสกันไปเรื่อยๆ ใช้ได้ทุกโอกาส สมัยโบราณเป็นบทที่คิดขึ้นสดๆ เป็นความสามารถของคนพากย์ คนเจรจา ที่จะใช้ปฏิภาณคิดขึ้นโดยปัจจุบัน ให้ได้ถ้อยคำสละสลวย มีสัมผัสแนบเนียน และได้เนื้อถ้อยกระทงความถูกต้องตามเนื้อเรื่อง ผู้พากย์เจรจาที่เก่งๆ ยังสามารถใช้ถ้อยคำคมคาย เหน็บแนมเสียดสี บางครั้งก็เผ็ดร้อน โต้ตอบกันน่าฟังมาก ปัจจุบันนี้ บทเจรจาได้แต่งไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้พากย์เจรจาก็ว่าตามบทให้เกิดอารมณ์คล้อยตามถ้อยคำ โดยใช้เสียงและลีลาในการเจรจา ผู้พากย์และเจรจาต้องทำสุ้มเสียงให้เหมาะกับตัวโขน และใส่ความรู้สึกให้เหมาะกับอารมณ์ในเรื่อง

คนพากย์และเจรจานี้ใช้ผู้ชาย คนหนึ่งต้องทำหน้าที่ทั้งพากย์และเจรจา และต้องมีไม่น้อยกว่า 2 คน จะได้โต้ตอบกันทันท่วงที เมื่อพากย์หรือเจรจาจบกระบวนความแล้ว ต้องการจะให้ปี่พาทย์ทำเพลงอะไรก็ร้องบอกไป เรียกว่า “บอกหน้าพาทย์” และถ้าการแสดงโขนนั้นมีขับร้อง คนพากย์และเจรจายังจะต้องทำหน้าที่บอกบทด้วย การบอกบทจะต้องบอกให้ถูกจังหวะ

ที่มาวัฒนธรรมไทย โขน : บ้านจอมยุทธดอทคอม http://www.baanjomyut.com/

ความเชื่อเกี่ยวกับฝัน

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานของไทย ให้ความหมาย “ฝัน” ว่า เป็นการนึกเห็นเป็นเรื่องราวเมื่อเวลาหลับ

พระนันทาจาริย์ ผู้แต่งคัมภีร์สารัตถะสังคหะ และปราชญ์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา ได้ระบุมูลเหตุของความฝันไว้เป็นข้อคิดทั้งหมด 4 ประการ ดังต่อไปนี้

1. ความฝันเกิดจากธาตุกำเริบ กล่าวคือร่างกายไม่ปกติครั้นหลับหลับลงจึงฝันไปในรูปแบบต่างๆ

2. ความฝันเกิดจากดวงจิตที่ฝังพะวง หรือพัวพันอยู่กับสิ่งหนึ่งก่อนหน้าจะหลับจึงเก็บเอาสิ่งนั้นมาฝัน

3. เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเทวดา เพราะเทวดาต้องการการให้โทษหรือให้คุณ ฝันโดยเป็นบุรพนิมิต คือบอกให้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุดีหรือร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น

เซนจูรี่ ดิคชันนารี ของอังกฤษอธิบายว่า ฝัน (Dream) คือความรู้สึกอย่างรางๆ ถึงภาพและความคิดทั้งหลายบางส่วนในเวลานอนหลับ

ลารูสส์ ดิคชันนารี ของฝรั่งเศสอธิบายว่า “ฝัน” คือหมวดหมู่ของความคิดและภาพทั้งหลาย ที่ปรากฏแก่วิญญาณในขณะนอนหลับ ความฝันมีอยู่เสมอตั้งแต่เราตั้งต้นหลับจนกระทั่งตื่น แต่บางคืนที่เรารู้สึกว่าไม่ได้ฝันนั้นแท้จริงแล้วเราฝันเหมือนกัน แต่เราจำไม่ได้

คัมภีร์สารัตถะสังคหะ ของพระนันทาจาริย์ อธิบายว่า “พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าคนที่ฝันร้าย คือฝันเห็นสิ่งน่ากลัว น่าหวาดเสียวนั้น เป็นเพราะเหตุที่ไม่ได้สติสัมปะชัญญะในเวลานอนหลับ แต่ผู้มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาแม้กระทั้งหลับแล้ว ก็จะฝันเห็นแต่สิ่งที่ดีเสมอ ไม่ฝันถึงสิ่งชั่วร้ายหรือน่าหวาดกลัวเลย”

พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ผู้ประพันธ์เรื่องความฝัน แปลข้อคิดในการทำนายฝันของต่างประเทศซึ่งเขียนโดยท่านผู้หญิงเดอซีเร มีหลักเกณฑ์การทำนายฝันที่น่าคิดและน่าสนใจว่า จะต้องระวัง เรื่องที่จะไม่ให้เอาความฝันอันเกิดจากร่างกายไม่ปกติหรือหัวใจที่พัวพัน อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นมาเป็นความฝันที่เป็นบุรพนิมิต คือบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า

โดยความฝันที่ถือว่า บุรพนิมิต คือความฝันที่มีขึ้นตั้งแต่เที่ยงคืนถึงย่ำรุ่งเท่านั้น ความฝันเป็นเรื่องที่นักปราชญ์หลายๆ ชาติได้ให้ข้อคิดเอาไว้มากมาย แต่ก็ไม่มีใครลงความเห็นว่า ความฝันเป็นเรื่องที่ไร้สาระและเชื่อถือไม่ได้เลยก็หาไม่

ในคัมภีร์หรือตำราทางศสนาโดยอ้างอิงถึง “พระมหาสุบินของพระพุทธเจ้า” ก็มีโหรหลวงคอยทำหน้าที่ถวายคำทำนายพระสุบินพระองค์ท่าน รวมทั้งพระมหากษัตริ์ไทยทุกพระองค์ก็มีโหรหลวงคอยทำหน้าที่ถวายคำทำนายพระ สุบินมาตั้งแต่โบราณ (พินิจ จันทร และคณะ, 2552, หน้า 71-73)

นิมิตแห่งความฝัน

วันอาทิตย์ ได้แก่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนฝูงทั่วไป

วันจันทร์ ได้แก่ ญาติสนิทและเพื่อนที่สนิทสนม

วันอังคาร ได้แก่ บิดามารดา หรือญาติผู้ใหญ่ในบ้าน

วันพุธ ได้แก่ สามีภรรยาหรือบุตรหลานในบ้าน

วันพฤหัสบดี ได้แก่ ครูบาอาจารย์หรือผู้บังคับบัญชา

วันศุกร์ ได้แก่ คนในบ้าน หรือสัตว์เลี้ยง

วันเสาร์ ได้แก่ ตัวผู้ฝัน

ที่มาความเชื่อเกี่ยวกับฝัน : เทศบาลตำบลปากน้ำประแส

ประเพณีไทย ประเพณีวันขึ้นปีใหม่

 

การทำบุญวันขึ้นปีใหม่ใน ปัจจุบันนี้ ถือเอาวันที่ ๑ มกราคมของทุก ๆ ปี ตามแบบสากลทั่วไป และเมืองไทยพึ่งกำหนดขึ้นเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๘๓ ซึ่งแต่เดินนั้นวันขึ้นปีใหม่ ตรงกับวันที่ ๑ เมษายน ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ จึงมีเดือนอยู่เพียง ๙ เดือนเท่านั้น วันขึ้นปีใหม่ ต่าง ถือกันว่า เป็นวันที่เราจะได้ตั้งต้นชีวิตใหม่ของปีต่อไปอีก และในเวลาเดียวกันทำให้เราได้สำรวจตัวเองย้อนหลังไป ๑ ปีว่า ตลอดระยะเวลาที่ล่วงมาแล้วนั้น เราได้ประกอบกรรมดีกรรมชั่วไว้อย่างไรบ้าง และในปีใหม่ที่จะถึงนี้เราจะคิดแก้ไข หรือประกอบการงานอย่างใดต่อไปอีก การปฏิบัติตนในวันปีใหม่มีการทำบุญตักบาตรแด่ภิกษุสงฆ์ แล้วไปฟังธรรมที่วัด

นอกจากนั้นยังมีการส่งบัตรคำอวยพรความสุขปีใหม่ (ส.ค.ส.) ไปยังบุคคลที่เราเกี่ยวข้อง หรือบุคคลที่เราเคารพนับถืออีกด้วย หรือในยุคสมัยนี้นิยมการนำของขวัญของฝากติดไม้ติดมือไปกล่าวสวัสดีปีใหม่กับ ญาติผู้ใหญ่ ที่อยู่ห่างใกล้กัน นานๆจะได้พบหน้าคาดตากันสักครั้ง เป็นการแสดงความปรารถนาให้ผู้นั้นได้รับความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป วันขึ้นปีใหม่จึงเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในวงสังคม และการตรวจสอบสภาพของตัวเราเอง นอกจากนี้เรายังพากันหยุดงานในวันปีใหม่นี้อีกด้วย

ที่มาของประเพณีไทย วันขึ้นปีใหม่ : baanjomyut.com

เคล็บลับแก้ความฝัน


ความฝันที่มีขึ้นและโดยเฉพาที่เกี่ยวข้องกับตนเองหรือฐานะหรือสมบัติของตนนั้น ตามตำรามักจะทำนายไว้ตรงข้ามกับความฝันเสมอ เช่น

  • ฝันว่าเป็นเศรษฐี ทายว่าจะยากจนลง
  • ฝันว่าได้เงิน มักจะเสียเงิน
  • ฝันว่าถูกตัดศรีษะหรือถูกแทงไส้ไหล ถือว่าเป็นฝันดีจะได้ลาภหรือหมดเคราะห์

ตามตำรากลับปรากฏว่าเป็นนิมิตที่ดี เป็นการบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าจะได้รับโชคซึ่งแปลว่า “ฝันดี” นั่นเอง

โดยหลักของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณมักจะมีเคล็ดลับแก้ความฝันหรือวิธีแก้ความฝันอยู่เสมออาทิ เอาความฝันของตนไปเล่าใก้ใครคนใดคนหนึ่งฟัง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น “ฝันดี” หรือ “ฝันร้าย” ก็ตาม คนที่รับฟังจากเรานั่นแหละจะเป็นคน “แก้ฝัน” ให้เราเอง คือพอเราเล่าจบ เขาก็จะต้องให้พรว่า “ฝันดีจะมีลาภ” ผู้ที่ฝันหรือไปให้เขาแก้ฝันจะต้องยกมือไหว้แล้วตอบว่า “สมพรปากเถิด”

นอกจากนี้ยังมีวิชาเคล็ดลับแก้ความฝันหรือวิธีแก้ความฝันหลักใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

  • ถ้าฝันว่า ผมร่วงเป็นหย่อมๆ ทำนายว่า จะมีเคราะห์ต้องไปแก้กับผู้หญิงมีครรภ์ หรือคนมีท้อง (คือเล่าให้หญิงนั้นฟัง แล้วให้หญิงนั้นกล่าวเป็นทำนองว่า “ฝันดี” จะมีลาภดังที่กล่าวไปข้างต้น)
  • ถ้าฝันว่า ถูกสุนัขกัด ทำนายว่า จะเดือดร้อนเพราะศัตรูต้องไปแก้กับพระภิกษุในวัด
  • ถ้าฝันว่า เห็นไฟไหม้ ทำนายว่า จะเดือดเนื้อร้อนใจต้องไปแก้กับน้ำ หรือเอาน้ำใหนแม่น้ำลำคลองล้างหน้าตัวเองในตอนที่ตื่นนอนแต่เช้ามืด แล้วกล่าวขอพรจากพระแม่คงคาให้ช่วยคุ้มครองปกป้องอันตราย
  • ถ้าฝันว่า เต้นรำ หรือร้องรำ ทำนายว่า จะเสียของรักต้องไปแก้ฝันที่ใต้ถุนเรือน บอกกล่าวกับผีเหย่าผีเรือน
  • ถ้าฝันว่า ได้หมู หรือขี่หมู ทำนายว่า จะเดือดร้อน ต้องไปแก้ฝันกลางแม่น้ำหรือลำคลอง
  • ถ้าฝันว่า ใส่แว่นตา จะผิดหวังในการงานต่างๆ ต้องไปแก้ฝันกับคนชั้นครูบาอาจารย์ หรือผู้มีความรู้สูง
  • ถ้าฝันว่า ตกส้วมอุจจาระมีแต่อุจจาระอย่างเดียว ทำนายว่า จะเสียชื่อเสียง ต้องไปแก้ฝันบนกลางสะพาน
  • ถ้าฝันว่า ได้เงินทอง ทำนายว่า จะเดือดร้อนเรื่องการเงินต้องไปโปรยข้างลงกลางดินเรียกไก่หรือเรียกหมูหมามากินเสียก่อนแล้วจึงแก้ฝัน
  • ถ้าฝันว่า ตกเหว ตกบ่อ ทำนายว่า ฝันร้าย ต้องนอนคว่ำหน้า เอาคางเกยธรณีประตูแล้วแก้ฝัน
  • ถ้าฝันว่า ขี่ม้า หรือวัวควาย แล้วตกจากหลังม้าหรือวัวควาย ทายว่าจะเดือดร้อน ต้องไปแก้ฝันตรงกลางสามแยก สี่แยก โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออกแล้วแก้ฝัน<
  • ถ้าฝันว่า นั่งเรือไปแล้วเรือล่ม ทำนายว่า จะได้รับเคราะห์หนัก ต้องไปแก้ใต้ต้นไม้ใหญ่
  • ถ้าฝันว่า มีเด็กอื่นมาดูนมเรา ทำนายว่า จะได้รับการเจ็บป่วย ต้องไปแก้ฝันกับคนสูงอายุ หรือญาติผู้ใหญ่ในบ้าน
  • ถ้าฝันว่า เดินเข้าไปในถ้ำมืด ทำนายว่า จะทะเลาะวิวาท หรือเสียคนรัก ต้องไปแก้ฝันกับพระอาทิตย์ หรือกลางแดด
  • ถ้าฝันว่า กระโดดจากที่สูงลงมาที่ต่ำ ทำนายว่า จะเสียผลงานต้องไปแก้ฝันกับเสาเรือนในบ้าน หรือเสาวิหารโบสถ์
  • ถ้าฝันว่า ได้ดมหลิ่นหอมของดอกไม้ ทำนายว่า จะมีอันตรายต้องแก้ฝันบนที่นอน
  • ถ้าฝันว่า ถูกโซ่รัดคอ หรือคล้องคอ ทำนายว่า จะได้รับเคราะห์ต้องไปแก้ฝันกับแม่ธรณีประตู
  • ถ้าฝันว่า ลุยโคลน หรือย่ำโคลน ทำนายว่า จะไม่สบาย ต้องไปแก้ฝันกับต้นไม้ใหญ่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงเคล็ดลับแก้ความฝันหรือวิธีแก้ความฝัน ตามตำราและคำบอกเล่าของคนแก่คนเฒ่าผู้สูงอายุในสมันก่อนๆ ซึ่งสืบทอดกันมา ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจพิจารณาของผู้อ่านเป็นสำคัญ (พินิจ จันทร และคณะ, 2552, หน้า 75-78)

ประเพณีไทย ประเพณีไทยวันลอยกระทง

ประวัติวันลอยกระทงและประเพณีลอยกระทง

การลอยกระทงมีวัตถุประสงค์ด้วยกัน 2 ประการ คือ

1. เพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางท้องที่ถือว่าลอยกระทงเพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนื่องในโอกาสที่พระพุทธองค์ได้ไปแสดงธรรมในนาคภิภพ และทรงประทับรอยพระบาทไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที (1) เพราะฉะนั้นการที่บ้านเรามีประเพณีลอยกระทง ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองก็เพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนื่องในโอกาสนี้
ส่วนทางเหนือนั้นมีประเพณียี่เป็ง มีทั้งลอยกระทงและลอยโคมขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อบูชาพระเขี้ยวแก้วของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งบรรจุอยู่ในจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราจึงจุดประทีป ลอยโคม ส่งใจขึ้นไปบูชาพระเขี้ยวแก้วร่วมกับพระอินทร์ที่นำหมู่เทวดาบูชาพระเขี้ยวแก้วที่จุฬามณีในวันเพ็ญเดือนสิบสองนี้เช่นกัน
ยี่เป็งสันทราย ได้จัดประเพณีลอยกระทง และลอยโคม ซึ่งเป็นภาพวัฒนธรรมไทยที่งดงามมากในสายตาของชาวโลก และยังได้มีการจัดลอยโคมที่มองโกเลีย และอินเดียเพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างยิ่งใหญ่มาแล้วด้วย


2.เพื่อบูชาพระแม่คงคา เป็นการแสดงการขอบคุณน้ำ เพราะมนุษย์เราอยู่ได้เพราะน้ำ ตั้งแต่โบราณมาชุมชนทั้งหลายเวลาสร้างเมือง ต่างก็เลือกติดแม่น้ำ ดังนั้นถึงเวลาในรอบ 1 ปี ก็เลือกเอาวันเพ็ญเดือนสิบสอง ระลึกว่าตลอดปีที่ผ่านมา เราได้อาศัยน้ำในการดำรงชีวิต ขณะที่ลอยกระทงเราก็นึกถึงคุณของน้ำ ไม่ใช่ลอยเฉยๆ ต้องรำลึกว่าต้องรู้จักใช้น้ำอย่างถูกวิธี และใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ไม่ใช้ทิ้งขว้าง ไม่ทำให้น้ำสกปรก ไม่ปล่อยของเสียลงแม่น้ำ เป็นการขอขมาและขอบคุณพระแม่คงคา ไม่ใช่เป็นการไหว้เทวดาพระแม่คงคาแต่อย่างใด แต่เป็นการแสดงการขอบคุณน้ำ ในฐานะที่เป็นผู้ให้ชีวิตเรา
ความเป็นมาของเทศกาลวันลอยกระทง
คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยู่หลายตำนาน ดังนี้
1. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา
2. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์คือบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทม สินธุ์อยู่ในมหาสมุทร
3. การลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไป จำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา
4. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทาน ทีเมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ
5. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของ พระพุทธเจ้า
6. การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
7. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตตะเถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้อง ทะเลลึกหรือสะดือทะเล

ประวัติวันลอยกระทงในประเทศไทย

 

การลอยกระทงในประเทศไทยมีมาตั้วแต่ครั้งสุโขทัย
การลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย เรียกว่า การลอยพระประทีป หรือ ลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานทีซึ่งเป็นแม่น้ำสาย หนึ่งอยู่ในแค้วนทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่า แม่น้ำเนรพุททา
การลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชจนได้บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว หลังจากเผยพระธรรมคำสั่งสอนแก่สาธุชนโดย ทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จึงเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา ครั้งจำพรรษาจนครบ 3 เดือน พระองค์จึงเสด็จกลับลงสู่โลกมนุษย์เมื่อท้าวสักกเทวราชทราบพุทธประสงค์ จึงเนรมิตบันไดทิพย์ขึ้น อันมี บันไดทอง บันไดเงิน และบันไดแก้ว ทอดลงสู่ประตูเมืองสังกัสสนคร บันไดแก้วนั้นเป็นที่ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลง บันไดทองเป็นที่สำหรับเทพยดาทั้งหลายตามส่งเสด็จ บันไดเงินสำหรับพรหมทั้งหลายส่งเสด็จ ในการเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ครั้งนี้ เหล่าทวยเทพและประชาชนทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันทำ การสักการบูชาด้วยทิพย์บุปผามาลัย การลอยกระทงตามคตินี้ จึงเป็นการรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากดาวดึงส์พิภพ (เป็นตำนานเดียวกับประเพณีการตักบาตรเทโวรับเสด็จพระพุทธองค์ลงจากดาวดึงส์)
รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่ไปปรากฏอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีมีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ คือ ครั้งหนึ่งพญานาคทูล อาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับ พญานาคทูลขออนุสาวรีย์ไว้กราบไหว้บูชา พระพุทธองค์จึงทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ที่หาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีเพื่อให้บรรดานาคทั้งหลายได้สักการะบูชา

การลอยกระทงที่มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ยังมีอีก 2 เรื่อง คือ

1. การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ และ
2. การลอยกระทงเพื่อต้อนรับพระพุทธองค์ในวันที่เสด็จกลับจากเทวโลก

ตำนานการลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี

การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี

เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลากลางคืนด้วยม้ากัณฐกะ พร้อมนายฉันทะมหาดเล็กผู้ตามเสด็จ ครั้นรุ่งอรุณก็ถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที เจ้าชายทรงขับม้ากัณฐกะกระโจนข้ามแม่น้ำไปโดยสวัสดี เมื่อทรงทราบว่าพ้นเขตกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะจึงเสด็จลงประทับเหนือหาดทรายขาวสะอาด ตรัสให้นายฉันทะนำเครื่องประดับและม้ากัณฐกะกลับพระนคร ทรงตั้งพระทัยปรารภจะบรรพชา โดยเปล่งวาจา “สาธุ โข ปพฺพชฺชา” แล้ว จึงทรงจับพระเมาลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ตัดพระเมาลี แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศ พระอินทร์ได้นำผอบทองมารองรับพระเมาลีไว้และนำไปบรรจุยังพระจุฬามณี เจดียสถานในเทวโลก พระจุฬามณีตามปกติมีเทวดาเหาะมาบูชาเป็นประจำ

ตำนานการลอยกระทงเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากเทวโลก

เมื่อ เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชจนได้บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว หลังจากเผยพระธรรมคำสั่งสอนแก่สาธุชนโดยทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จึงเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา ครั้งจำพรรษาจนครบ 3 เดือน พระองค์จึงเสด็จกลับลงสู่โลกมนุษย์เมื่อท้าวสักกเทวราชทราบพุทธประสงค์ จึงเนรมิตบันไดทิพย์ขึ้น อันมี บันไดทอง บันไดเงิน และบันไดแก้ว ทอดลงสู่ประตูเมืองสังกัสสนคร บันไดแก้วนั้นเป็นที่ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลง บันไดทองเป็นที่สำหรับเทพยดาทั้งหลายตามส่งเสด็จ บันไดเงินสำหรับพรหมทั้งหลายส่งเสด็จ ในการเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ครั้งนี้ เหล่าทวยเทพและประชาชนทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันทำ การสักการบูชาด้วยทิพย์บุปผามาลัย การลอยกระทงตามคตินี้ จึงเป็นการรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากดาวดึงส์พิภพ (เป็นตำนานเดียวกับประเพณีการตักบาตรเทโวรับเสด็จพระพุทธองค์ลงจากดาวดึงส์)

กำหนดการวันลอยกระทง

วันลอยกระทง จัดขึ้นในทุกวันเพ็ญเดือนสิบสองของปี ในปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2555 เป็นวันที่น้ำเต็มตลิ่ง วันเพ็ญซึ่งเป็นวันสว่าง และเดือนสิบสองที่มีน้ำเต็มตลิ่ง เหมาะกับการลอยกระทง

ลอยกระทง


ลักษณะของกระทงที่ใช้ลอย

ลักษณะของกระทงที่ใช้ลอย

1. กระทงใบตอง ปักด้วยเทียน เป็นการบูชาพระสัมาสัมพุทธเจ้าด้วยแสงสว่าง
2. กระทงโฟม ต่อมามีโฟมก็เลือกใช้โฟม
3. กระทงสาย ทำจากกะลามะพร้าว ที่ขัดให้สะอาดและหลอมเทียนพรรษาใส่ลงไปในกะลาจุดเทียนแล้วลอยลงแม่น้ำ ไหลตามกันเป็นสายตามร่องแม่น้ำปิง ซึ่งมีสันทรายอยู่ใต้น้ำ จึงเรียกกระทงสาย ซึ่งประเพณีของจังหวัดตาก

ความเชื่อของประเพณีลอยกระทง ลอยทุกข์ ลอยโศก

ความเชื่อของการลอยกระทงเพื่อ ลอยทุกข์ ลอยโศกให้ลอยหายไปพร้อมกับกระทงด้วยการตัดเล็บ ผม และเงินใส่ลงไปในกระทง สิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อที่มีมาในในภายหลัง เป็นสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจ แต่ความจริงเราไม่สามารถที่จะลอยทุกข์โศกให้หมดไปได้ด้วยการลอยกระทง ดังนั้นถ้าจะให้ทุกข์โศก โรคภัย เคราะห์ร้ายออกไปด้วย เราต้องสร้างบุญ โดยในตอนกลางวัน ก่อนที่จะไปลอยกระทง เราก็ไปทำบุญที่วัดก่อน แล้วนำบุญนั้นมาอธิษฐานในคืนวันลอยกระทง ด้วยกุศลผลบุญนี้ขอให้ทุกข์โศกโรคภัยทั้งหลายออกไปจากใจของข้าพเจ้า

จุดประสงค์ของการจุดดอกไม้ไฟในวันลอยกระทง

สมัยโบราณเดิมทีเดียวยังไม่มีการจุดดอกไม้ไฟ แต่เป็นการเพิ่มเติมมาทีหลัง เพื่อสร้างความคักคักสนุกสนาน

การลอยกระทง เราควรจะ นึกถึงเป้าหมายดั้งเดิมของประเพณี คือ บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นึกถึงคุณของน้ำ และบริหารจัดการน้ำอย่างถูกหลัก ขณะเดียวกันให้ระมัดระวังเรื่องเมาสุรา ทะเลาะวิวาท ปัญหาชายหญิง ก็จะเป็นการช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามไว้

ที่มา ประเพณีไทย ประเพณีไทยวันลอยกระทง: dmc.tv

ประเพณีไทยการเกิด

 

ประเพณีการเกิด การเกิดเป็นเรื่องที่สังคมไทยให้ความสำคัญ ส่วนจะมีพิธีรีตองมากน้อยเพียงไรก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน หรือสังคมที่ตนอยู่ร่วมด้วย คนสมัยก่อนทำพิธีต่างๆก็เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดในระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อให้สอดคล้องได้ง่าย แม่จะได้ไม่เป็นอันตรายถึงตาย เพื่อคุ้มครองปกปักษ์รักษาทารกที่คลอดให้ออกมาโดยปลอดภัยเนื่องจากในระยะนี้ เด็กมีร่างกายบอบบางอ่อนแอ ความต้านทานโรคต่ำ

แต่เดิมมีความเชื่อว่า การทำพิธีเกิดจะช่วยป้องกันปัดเป่าผีร้ายที่จะมา ทำอันตรายแก่ทารกและแม่เพราะวิทยาการต่างๆ ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ คนจึงไปเชื่อในสิ่งลึกลับ เช่น เชื่อว่าผีบันดาลให้เป็นเช่นนั้น ต่อมาเมื่อมนุษย์เจริญขึ้น พอจะเข้าใจถึงความ เป็นไปต่าง ๆ ความเชื่อในเรื่องผีค่อย ๆ หมดไป แต่ชนบางพวกบางกลุ่มก็ยังนิยมปฏิบัติที่เขาทำ เช่นนั้นก็เพื่อความสบายใจหรือเขาทำให้เพราะท้องถิ่นที่เขาอยู่เห็นว่าควรทำ ไม่ทำจะเดือดร้อน แก่คนส่วนใหญ่ เขาจึงทำตามเพื่อไม่ได้ผิดประเพณีไทย และดูเป็นคนนอกรีตนอกรอยไป

พิธีการเกิดนี้จึงเป็นข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติของ หญิงที่กำลังจะเป็นแม่คน เริ่มตั้งครรภ์ เจ็บท้อง พอหลังคลอด ก็ต้องมีพิธีตัดสายสะดือ อาบน้ำ ฝังรกเด็ก โดยเฉพาะในสมัยโบราณการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าอย่างปัจจุบัน อัตราการตายของทารก แรกเกิดอยู่ในระดับสูง คนสมัยก่อนบางกลุ่มเชื่อว่าผีมาเอาตัวเด็กไป พ่อแม่จึงต้องทำบุญเด็กเป็นระยะ ๆ ตามวัย เช่น ทำขวัญโกนผมไฟ พิธีลงอู่ ตั้งชื่อ ทำขวัญเด็ก ปูเปลเด็ก โกนจุก (ถ้าไว้จุก)

เชื่อกันว่าทารกที่มาเข้าท้องของคนที่จะเป็นมารดานั้นเป็นการมาจุติของ เทวดา บางท้องที่จึงห้ามเด็กไม่ให้ชี้หรือทักผีพุ่งไต้ เพราะจะทำให้สิ่งที่จะมาเกิดนั้นไปเกิดในท้องหมา เมื่อมารดาเริ่มตั้งครรภ์จะมีอาการแพ้ท้อง บางคนอยากกินของแปลกๆ เช่น ข้าวดิบ ดินสอพอง คนเฒ่าคนแก่จะแนะนำให้รู้จักรักษาเนื้อรักษาตัวไม่ให้ทำงานหนัก ทำจิตใจให้สบาย ทำบุญตักบาตรทุกวัน เพื่อจะได้อธิษฐานให้ทารกในครรภ์มีอาการครบทั้ง ๓๒ ประการ และเป็นเด็กดี และมีข้อห้าม สำหรับคนท้องหลายประการด้วยกัน เช่น

ห้ามคนท้องพูดจาว่าร้าย หรือเสียดสีผู้อื่น

ห้ามคนท้องข้ามช่องที่เป็นทางน้ำไหลผ่าน

ห้ามคนท้องอาบน้ำตอนกลางคืน เพราะพรายจะมาเกิดหรือคลอดลูกจะแฝดน้ำ

ห้ามคนท้องอุดน้ำ หรือปิดกั้นทางน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำไหล (เชื่อว่ามีผลต่อน้ำคล้ำในท้องจะออกไม่หมด)

ห้ามคนท้องคิดถึงลูกในท้องในทางที่ไม่เป็นมงคล

ห้ามคนท้องเตรียมของสำหรับเด็กอ่อน

ห้ามคนท้องไปงานศพ หรืองานที่ไม่เป็นมงคล

ห้ามคนท้องดูภาพ หรือสิ่งของที่ไม่สวยงาม

ห้ามคนท้องย้ายบ้าน(จะยกของหนักได้)

ห้ามคนท้องเย็บปักถัดร้อย (เข็มอาจทิ่มตำนิ้วมือได้)

ห้ามคนท้องนอนหงาย ให้นอนตะแคงสลับกันด้านซ้าย-ขวา

ห้ามคนท้องไม่ควรกินพวก เนื้อ ไข่ อาหารหวาน เพราะจะทำให้คลอดยาก

ห้ามคนท้องทำร้าย หรือ รังแกสัตว์

ห้ามคนท้อง ไปเยี่ยมไข้ คนป่วย

ห้ามคนท้อง เข้าพิธีสวดขับไล่สิ่งไม่ดี ( สวดภาณุยักษ์ หรือพิธีรับขันธุ์ )

ห้ามคนท้องทำความสะอาดใต้เตียง หรือย้ายเตียง

ห้ามออกเดินทางไปไหนมาไหนในช่วงใกล้ค่ำ หรือโพล้เพล้

ห้ามคนท้องกินของเผ็ดจัด เพราะทำให้ลูกหัวล้าน ควรกินข้าวกับปลาเค็ม หรือปลาตัวเล็กๆ และดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนมากๆ เพราะจะทำให้คลอดง่าย และอื่นๆ อีกมากมายที่เขียนไม่ครบเนื่องจากได้รับฟังตอนที่พี่สาวตั้งท้องและแม่ได้ บอกกล่าวกับพี่สาวว่าสิ่งใดที่คนตั้งท้องไม่ควรทำ ซึ่งอาจจะมีมากกว่านี้

ขณะที่ท้องโตใกล้ถึงกำหนดคลอด แม่ทาน (หมอตำแย) จะมาคัดท้องให้บ่อยๆ เพื่อให้คลอดง่าย และไม่เข็ดไม่เมื่อย พอถึงกำหนดคลอดฝ่ายสามีและญาติมิตรเพื่อนบ้านจะมาช่วยจัดเตรียมหาฟืน ถ่าน แคร่สำหรับอยู่ไฟ และของจำเป็นอื่นๆ ในห้องคลอดจะเหลือเฉพาะแม่ทานกับผู้คลอดเท่านั้น แม่ทานจะเป็นผู้ทำคลอด เมื่อทารกคลอดออกมา แม่ทานจะรีบล้วงสิ่งที่ค้างอยู่ในปากทารกออกให้หมด ตัดสายสะดือด้วยไม้ไผ่แล้วใช้ด้ายเหนียวผูกสายสะดือ

การอาบน้ำให้ทารกแรกเกิดใช้น้ำอุ่นใส่เกลือ อาบเสร็จใช้ผงขมิ้นผสมดินสอพองบดละลายน้ำถูตัวเด็ก ใช้หัวไพลที่เศกอาคมผูกข้อมือเด็กเป็นการป้องกันผีร้าย แล้วนำเด็กลงเบาะโดยใช้คนซึ่งในวัยเด็กเป็นคนว่านอนสอนง่ายเป็นคนปูเบาะให้ ก่อนลงเบาะต้อเอาเด็กเวียนรอบเบาะ แล้วกล่าวว่า “ผีเอาไป พระเอามา” แล้ววางเด็ก ทำอย่างนี้จนครบ ๓ ครั้ง ในบางท้องที่จะวางเด็กในกระด้งมีผ้านุ่งของแม่ฉีกเป็นผ้าอ้อม ใต้เบาะจะมีสมุด ดินสอ เข็ม วางไว้ เพื่อเป็นเคล็ดให้เด็กรักการอ่านเขียน มีความคิดรอบคอบและเฉียบแหลม สำหรับ รกนั้นแม่ทานจะใส่หม้อดินใส่เกลือใช้ผ้าขาวห่อปิดผูกด้วยด้ายดิบสีขาวปนแดง แล้วเอาไปฝังบนจอมปลวกและหาสิ่งป้องกันให้สัตว์ขุดคุ้ยได้

หลัง จากคลอดทารกแล้ว ผู้เป็นแม่จะต้ออยู่ไฟโดยนอนบนแคร่ ใกล้แคร่จะใช้ก้อนหินทำเป็นเตา ไม้ฟืนที่ใช้นิยมใช้ไม้พลา ไม้โกงกาง ไม้ส้ม หรือไม้เนื้อแข็งที่ติดไฟได้นาน และมีขี้เถ้าน้อย แม่ทานจะคอยเอาหินก้อนเส้าเผาไฟใช้น้ำราด แล้วเอาผ้าห่มมาวางบนท้อง เพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น มีการช่วยบีบ เหยียบ นวด ดัดตัวให้ผู้เป็นแม่ของารก

การ เตรียมอาหารให้ผู้อยู่ไฟต้องเป็นอาหารที่ช่วยให้แม่มีน้ำนมมากๆ เช่น หมู ไก่ ตับผัดขิง และแกงเลียงหัวปลี และห้ามไม่ให้กินของเย็น เช่น น้ำแข็ง แตงโม เพราะทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก

การอยู่ไฟจะกำหนดให้อยู่ครบวันคี่ เพราะจะทำให้มีลูกห่าง เมื่อครบกำหนดแล้วจะออกไฟ แม่ทานจะมาทำพิธีโดยเอาน้ำมนต์ประพรม และราดไฟให้ดับสนิท ก้อนเส้าใช้น้ำมนต์ประพรมแล้วห่อผ้านำไปเก็บไว้ที่แม่ทานตั้งไว้เมื่อก่อนจะ คลอด หลังจากนั้นก็จะจุดเทียนบูชาครูเก็บเงินที่ตั้งราดไว้ สิ่งของที่เหลืออื่นๆ จะนำไปทิ้งในป่าเรียกว่าสบัดราด แล้วนำแม่ลูกไปอาบน้ำ ให้แม่แต่งตัวด้วยชุดใหม่ สำหรับเด็กเช็ดตัวให้แห้ง ลูบไล้ตัวด้วยขมิ้นบดผสมด้วยดินสอพองแล้วนำลงเปล

ก่อนนำเด็กลงเปล มีการผูกเปลให้เด็ก แม่ทานจะบริกรรมคาถาเชื้อเชิญแม่ซื้อให้อยู่กับเด็กการปูเปลเด็กจะใช้ ผู้ใหญ่ที่เคยเลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ ตอนเป็นเด็กมาช่วยปูให้ เพราะเชื่อว่าเด็กจะได้มีนิสัยเหมือนคนปูเปล พิธีขึ้นเปลต้องจัดสำรับประกอบด้วย มีขนมแดง ขนมขาว หมาก พลู หมู ข้าวเหนียว เซ่นบูชาแม่เปล ตอนอุ้มเด็กลงเปล แม่ทานจะกล่าวว่า “พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา” แล้ววางทารกลงเปลให้นอนหงายศีรษะทางทิศตะวันออก หรือทิศใต้ และขับกล่อมเด็กด้วยการร้องเพลงร้องเรือ

ซึ่งในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการทางการแพทย์ ประเพณีไทย นี้จึงหาดูได้ยากเต็มทีและหลงเหลืออยู่แต่เพียงสิ่งที่คนตั้งท้องทำแล้วจะเป็นอันตรายเท่านั้น

ที่มาของประเพณีไทยการเกิด : http://kno.sru.ac.th

ความเชื่อเรื่องโชคลาง ในวันตรุษจีน

ความเชื่อเรื่องโชคลาง ในวันตรุษจีน

  • ลด งด เลิก สบถคำหยาบและคำที่ไม่เป็นมงคลทุกประเภท

ปีใหม่ทั้งที อาตี๋-อาหมวย ต้องไม่พูดคำที่มีความหมายไปในทางม้วยมอด อย่างเช่น “สี่” ซึ่งออกเสียงคล้าย ซี้แหงแก๋! (ภาษาจีนแปลว่า ตาย) หรือแม้แต่เรื่องผีสางนางไม้ในเสาสุวรรณภูมิ เอ้ย. . . เสาตกน้ำมัน ก็ไม่ควรขุดคุ้ยเอามาเล่า ยิ่งเรื่องเก่าเก็บตั้งแต่ปีมะโว้ก็ควรปิดตายใส่หีบล็อกไว้เลย เพราะถือเป็นเรื่องต้องห้าม ส่วนเรื่องที่ควรพูดขอแค่มีความหมายในแง่ดี มีอนาคตสดใส ต้อนรับปีใหม่ก็พอจ๊ะ

  • อย่าเผลอเป่าปี่ในวันปีใหม่เชียวนะ!!

ต่อให้ป๊ะป๋าตี มามี้ไม่ให้แต๊ะเอีย หรือโดนอาเฮียตบ ก็อย่าเสียน้ำตาเด็ดขาด เพราะโบราณเขาว่าไว้เริ่มต้นปีใหม่ควรทำใจให้สดใส ไม่อย่างงั้นคุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปีเลยแหละ

  • ให้ความสำคัญกับเสื้อผ้า หน้า ผม นิดส์…นึง

ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผม อ๊ะ! อย่าเพิ่งแปลกใจ ไม่ได้แนะนำให้สกปรกนะจ๊ะ เพียงแต่การสระผมนั้นหมายถึงว่าเราได้ชะล้างความโชคดีออกไป ดังนั้นบรรดาคุณนายสะอาดทั้งหลายคงต้องทนกันหน่อย ส่วนเสื้อผ้าก็เน้นไปที่สีแดง ยิ่งแดงแปร๊ดดดดเท่าไรยิ่งเริ่ดค่ะคุณ เพราะชาวจีนถือว่าสีแดงเป็นสีสว่าง จะนำพาความสุขมาสู่ผู้ที่สวมใส่ แต่ที่สำคัญต้องปรับอารมณ์เข้าสู่โหมด Happy ด้วยนะจ๊ะ รับรองจะได้ยิ้มตาหยีๆ รับอั่งเปาเป๋าตุงแน่นอน

วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ

สำหรับผู้ที่เคร่งครัดในเรื่องโชคลางทุกกระเบียดนิ้ว แนะนำว่าก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ทางที่ดีควรเชิญท่านซินแสมาปรึกษาหาฤกษ์งามยามดี ในการออกจากบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตจะดีมาก

  • “เสียงแรกที่ได้ยิน” บอกความหมาย ได้ในวันตรุษจีน

ทันทีที่คุณลืมตารับแสงอรุณ คำพูดหรือเสียงที่ได้ยินครั้งแรกของวัน จะกำหนดโชคชะตาให้คุณตลอดปี บรรดาอาตี๋-อาหมวยเขาการันตีมาแล้วว่า ถ้าคุณตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงนกร้องเพลง หรือเห็นนกสีแดงและนกนางแอ่นล่ะก็ ปีใหม่นี้เป็นปีทองของคุณเลยเชียวแหละ

  • รับแขกในห้องนอน ระวังชีวิตสั่นคลอนตลอดปี

ในวันตรุษจีน การที่เจ้าของบ้านรับแขกในห้องนอนถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างมาก เพราะความโชคร้ายจะเข้ามาเยี่ยมเยียนคุณถึงบ้านแน่นอน แม้แต่คนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งพบปะผู้คนในห้องรับแขก

  • ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษจีน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคลาภ

ตัดให้ขาดเลย ชับชับชับ! งานนี้เหล่าเจ้าแม่กรรไกรทอง ที่ครองตำแหน่งตัดริบบิ้นเปิดงาน คงร้อนๆ หนาวๆ กันเป็นแถว แต่แหม.. ความเชื่อบางอย่างถ้าเราเปิดใจรับฟังไว้บ้างก็ไม่เสียหลายนี่นาเนอะ

ต่อให้กาลเวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวจีนยังคงยึดมั่นไปเปลี่ยนแปลงคือ ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรม ที่พวกเขาได้ร่วมกันสืบทอดต่อๆ กันมา โดยตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามบรรพบุรุษถือเป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ของตน

ที่มาความเชื่อเรื่องโชคลาง ในวันตรุษจีน : kapook.com

ความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์


โหราศาสตร์ (Astrologer) หรือโหร หมายถึง บุคคลซึ่งทำนายเหตุการณ์ในอนาคตโดยการคำนวณวิถีโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า โดยดูจากวัน เดือน ปี เวลาที่เกิด และสถานที่เกิด ของเจ้าของชะตา

โหราศาสตร์จะเป็นเครื่องบอกผลกรรม 14 ประการ และความเป็นไปของมนุษย์ในห้วงระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี แสดงเหตุและผลของดวงดาว ทำให้สามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าของวิถีทางของมนุษย์ และเหตุการณ์ของโลกทั่วๆ ไป

โหราศาสตร์ (Astrology) เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำนายอนาคต ปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลก หรือ โชคชะตาของมนุษย์ โดยอาศัยตำแหน่งของดวงดาว ในเวลาที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ โดยไม่มีกฏเกณฑ์ที่แน่นอน บ้างก็อ้างว่าใช้บันทึกทางสถิติสร้างเป็นหลักเกณฑ์และแนวโน้มเพื่ออธิบายโอกาสของการเกิดเหตุการณ์ในอนาคต ทว่าในปัจจุบัน ยังไม่มีโหราศาสตร์ใดเลยที่สามารถผ่านกระบวนการทดสอบทางสถิติอย่างที่กล่าวอ้าง ดังนั้น โหราศาสตร์จึงมักถูกกล่าวหาจากนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นสิ่งงมงาย เป็นการใช้ความเชื่อนำเหตุผล

วิชาโหราศาสตร์มีหลายระบบและมีความแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น โหราศาสตร์ไทย โหราศาสตร์สากล โหราศาสตร์จีน โหราศาสตร์ยูเรเนียน การพยากรณ์ในโหราศาสตร์ต้องอาศัยโหรผู้มีความรู้ความชำนาญในการผูกดวงและเป็นผู้พยากรณ์เพื่อตีความหมายเป็นโอกาสของการเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคต

โหราศาสตร์ เป็นสาขาหนึ่งของการพยากรณ์และเนื่องจากการใช้ตำแหน่งของดวงดาวจึงมีความเกี่ยวข้องกับวิชาดาราศาสตร์

ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์เรียนรู้ วิชาโหราศาสตร์ในเรื่องฤกษ์ยาม เพื่อจะได้รู้เวลาทำอุโบสถสังฆกรรม อันเป็นกิจในพระพุทธศาสนา จึงได้มีชื่อ วัน เดือน ปี และฤกษ์แสดงไว้ท้ายบอกวัตรพระเป็นประเพณีสืบต่อมา ที่มาของเรื่องมีอยู่ว่า สมัยหนึ่ง พระภิกษุทั้งหลายไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในอรัญญิกเสนาสนะได้มีหมู่โจรมาถามว่า วันนี้พระจันทร์กอร์ปด้วยนักขัตฤกษ์อะไร พระภิกษุตอบว่าไม่รู้ พวกโจรจึงว่า ชนเหล่านี้จึงไม่ใช่สมณะจึงไม่รู้นักขัตตบาท คงจะเป็นพวกโจรมาซุ่มซ่อนอยู่ ว่าแล้วโจรเหล่านั้นก็เข้าทำร้ายพระภิกษุเหล่านั้นก็หลีกไป เมื่อความเรื่องนี้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เจ้าทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสให้ประชุมพระภิกษุสงฆ์ แล้วจึงตรัสอนุญาต ในภิกษุที่ไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่าพึงเรียนรู้นักขัตฤกษ์ สำหรับอรัญญิกวัตร เพื่อรักษาตนให้พ้นภัยอันตรายจากโจร (พินิจ จันทร และคณะ, 2552, หน้า 79-80)

 

ประเพณีไทย ประเพณีการบวช


ประเพณีการบวช การบวชถือเป็นสิ่งที่ช่วยอบรมสั่งสอน ให้เป็นคนดี ตลอดจนเป็นการทดแทนคุณพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเพื่อให้พ่อแม่เป็นสุข และตัวผู้บวชเองก็จะได้มีโอกาสศึกษาธรรมวินัย สวดมนต์ภาวนาทำใจให้สงบ เป็นต้น การบวชจึงมี ๒ แบบ คือ

บรรพชา (บวชเณร)
เด็กชายที่จะบวชเป็นสามเณรได้ จะต้องมีอายุตั้งแต่ ๗ ปีขึ้นไป สมัยก่อนการบวชเณรเป็นการฝากลูกให้พระดูแลอบรมสั่งสอน เพราะวัดเป็นเสมือนโรงเรียนหรือสถานที่สอนคนให้เป็นคนดี แต่สมัยนี้การบวชมักเป็นการบวชเพื่อแก้บน บวชหน้าศพ บวชเพื่อศึกษาธรรมวินัย

การอุปสมบท (บวชพระ)
ชายที่จะบวชได้ต้องมีอายุครบ ๒๐ปีบริบูรณ์ การอุปสมบทเป็นประเพณีไทยที่ มีความสำคัญมาก ทั้งนี้เพราะชายที่มีอายุครบ ๒๐ปี เป็นวัยที่เข้าเขตผู้ใหญ่ ซึ่งจะต้องมีความรับผิดชอบในชีวิตของตน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีความรู้ และเข้าใจภาวะผันแปรต่างๆ ที่มีอยู่ในชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นหลักแห่งความจริงในโลก เพราะสอนให้ มนุษย์รู้สาเหตุของความทุกข์และความสุข ช่วยให้มนุษย์มีสติสัมปชัญญะที่จะนำไปสู่ในทางที่ดีที่ชอบ การอุปสมบทจึงมีความสำคัญโดยเฉพาะต่อผู้ที่จะเป็นหลักของครอบครัว แม้ว่าในปัจจุบันนี้สังคมเปลี่ยนแปลงไป วัดไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการศึกษาดังแต่ก่อน เพราะมีสถาบันการศึกษา แทนวัด วัดจึงกลายความสำคัญ ในแง่การถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นทางการ การบวชพระจึงลดน้อยลงโดยเฉพาะในตัวเมือง แต่ในชนบทยังคงยึดถือเป็นประเพณีไทยที่ปฏิบัติอยู่ต่อไป

พีธีการบวช

๑. ตอนเย็นก่อนบวชจะมีพิธีโกนผมนาค ณ โรงพิธีประชุมสงฆ์ นาคทั้งหลายจะรับศีล อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์พรมน้ำมนต์และสระผมนาค ผู้ที่โกนหัวอาจเป็นพระสงฆ์หรือพ่อแม่ จากนั้นญาติผู้ใหญ่จะโกนด้วยเล็กน้อย

๒. หลังจากนั้นอาบน้ำนาค เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวนุ่งขาวห่มขาว เรียกว่า เจ้านาค หรือพ่อนาค

๓. กลางคืนจัดให้พี่พิธีสงฆ์เรียกว่า การสวดผ้า เจ้านาคต้องมีไตรจีวร และจะมีการทำขวัญนาคด้วยในคืนนี้

๔. จะมีการแห่นาคในวันบวชวันรุ่งขึ้น แห่รอบโบสถ์ ๓ รอบ เป็นการบูชาพระพุทธศาสนา

๕. เมื่อครบ ๓ รอบ นาคจะจุดธูปเทียน บูชาพัทธสีมา มีการกรวดน้ำ

๖. หลังจากนั้นญาติจะช่วยกันอุ้มนาคเข้าอุโบสถ ห้ามเหยียบธรณีประตู พ่อแม่นาคส่งไตรครองให้นาค เพื่อถวายพระอุปัชฌาย์ ถวายพระกรรมวาจาจารย์ ( พระคู่สวด ) และพระอนุสาวนาจารย์ ท่านละ ๓ กรวย จากนั้นกล่าวคำขอบรรพชา รับศีล ๑๐ พระอุปัชฌาย์คล้องบาตรสะพาย พระคู่สวดจะประกาศว่าผู้ชื่อนั้น ๆ ได้มาขออุปสมบทเป็นพระภิกษุ แล้วตั้งคำถามเป็นข้อ ๆ เรียกว่า ขานนาค

๗. เมื่อขานนาคเสร็จ นาคขออุปสมบทต่อคณะสงฆ์ คณะสงฆ์กล่าว อนุศาสน์ ( ข้อควรปฏิบัติ และไม่ควรปฏิบัติขณะที่บวช)

๘. เมื่อจบอนุศาสน์ พระบวชใหม่ถวายของบูชาพระคุณแก่คณะสงฆ์ จากนั้นรับของถวายเครื่องไทยธรรมจากญาติ ขณะเดี๋ยวกันจะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดา ญาติ เป็นอันเสร็จพิธี

ขอบคุณข้อมูลประเพณีไทย ประเพณีการบวชจาก : http://www.tungsong.com และ http://www.baanjomyut.com