Tag Archive for ประเพณีการทางพื้นเมือง

ประเพณีไทย ประเพณีดอกแก้วบานเบื้องบูรพา


ดอกแก้วเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสระแก้ว ต้นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง ๑๐ ม. เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ สีเขียวเข้ม เปลือกต้น สีขาวเทา ช่อดอกสั้น ออกตามง่ามใบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม

ประเพณีดอกแก้วบานเบื้องบูรพา บูชาหลวงพ่อทอง และงานกาชาด ประมาณช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ขบวนแห่สืบสานประเพณีไทยของ ดีเมืองสระแก้ว ชมการประกวดร้องเพลง นิทรรศการแสดงผลงานของส่วนราชการ ชมการแสดง มหรสพ ขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรม การจัดนิทรรศการ และการออกร้านแสดงสินค้า บริเวณอยู่ที่สามแยกสระแก้ว

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีดอกแก้วบานเบื้องบูรพา : combatinghate.com

ประเพณีไทย ประเพณีแห่นางแมวขอฝน

ประเพณีแห่นางแมวขอฝน เป็นความเชื่อของชาวอีสานว่า ถ้าเมื่อถึงฤดูฝนแล้วต้องทำนาแล้วไม่มีน้ำที่จะมาทำนาหรือทำการเกษตรก็จะทำ พิธีแห่นางแมวเพื่อขอฝนจากเทวดาเพื่อให้ฝนตกลงมาให้ชาวเกษตรกรมีน้ำในการทำ การเกษตร ซึ่งจะจัดทำขึ้นในระหว่างเดือน ๗- ๙ และนิยมทำกันทั่วไปในภาคอีสาน แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นประเพณีไทยประจำปี จะทำเฉพาะในปีใดที่ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นจะกระทำจนกลายเป็น ประเพณีขอฝน ที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ พิธีแห่นางแมวขอฝนจะใช้แมวสีดำที่ใช้ในการแห่นางแมว ประเพณีแห่นางแมวขอฝน วันประกอบพิธีไม่ มีวันกำหนดที่แน่นอน โดยมากมักจะเป็นวันพระ เมื่อตกลงกำหนดวันเรียบร้อยแล้วชาวบ้านจะจัดเตรียมสถานที่เกี่ยวกับพิธีที่ วัด วันทีทำพิธีจะนำแมวสีดำมาใส่ไว้ในกระทอซึ่งทำจากไม้เหมือนกรง

สิ่งของที่ใช้ในการทำพิธีแห่นางแมวขอฝน กะทอหรือเข่ง แมวสีดำตัวเมีย ๑ ตัว เทียน ๕ คู่ ดอกไม้ ๕ คู่ ไม้สำหรับสอดกะทอให้คนหาม ๒ ท่อน

 

ประเพณีแห่นางแมวขอฝน ชาวบ้านจะรวมตัวกันจะมีผู้นำซึ่งต้องเป็นคนที่กล่าวขอฝนได้มาแล้วทำการนำแมว ไปไว้ในกระทอแล้วให้คนหาม แล้วทำการเดินไปรอบ ๆ หมู่บ้าน พร้อมกับพูดขอฝนจากเทวดาซึ้งเป็นภาษาที่ชาวบ้านใช้กัน ก็จะมีการเคาะไม้ตีกลอง เดินไปรอบ ๆ หมู่บ้านจนครบทุกหลังเพื่อให้เอาน้ำมาสาดแมวให้แมวร้อง ทำไปจนเสร็จพิธีหรือฝนตก การทำพิธีแห่นางแมวขอฝนก็เป็นความเชื่ออีกอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านสืบทอดกันมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีแห่นางแมวขอฝน : play-ville.com, esanindy.com

ประเพณีไทย ประเพณีกวนข้าวทิพย์ หรือข้าวมธุปายาธ

ช่วงเวลาที่จัดงานประเพณีกวนข้าวทิพย์ หรือข้าวมธุปายาธ

วันที่ ๔ ธันวาคม ของทุกปี ณ หมู่บ้านหนองพังนาค ตำบลเสือโฮก อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ชาวบ้านจะทำพิธีกวนข้าวทิพย์ หรือข้าวมธุปายาธจนเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญของประเพณีกวนข้าวทิพย์ หรือข้าวมธุปายาธ

ตามประวัติสมัยพุทธกาล เชื่อว่านางสุชาดา ได้นำข้าวทิพย์ หรือข้าวมธุปายาธถวายพระพุทธเจ้า ก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือนสิบสอง ดังนั้นชาวพุทธจึงถือว่าข้าวทิพย์ หรือข้าวมธุปายาธเป็นอาหารทิพย์ และได้ทำถวายแด่พระสงฆ์ในฤดูก่อนเดือนสิบสอง

พิธีกรรมของประเพณีกวนข้าวทิพย์ หรือข้าวมธุปายาธ

เนื่องจากวัสดุที่สำคัญในการทำข้าวทิพย์ คือน้ำข้าวจากต้นข้าวที่กำลังเป็นน้ำนม ใน ประเทศไทยเชื่อกันว่ามีหลายจังหวัดที่ทำสืบเนื่องกันมาเป็นเวลานานถึง ปัจจุบัน แต่สำหรับจังหวัดชัยนาทมีทำกันตลอดที่ตำบลเสือโฮก อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ทำกันแทบทุกหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันทำกันตลอดมาทุกปีจนถือเป็นประเพณีที่หมู่บ้านหนองพังนาค

สาระของประเพณีกวนข้าวทิพย์ หรือข้าวมธุปายาธ

ประเพณีกวนข้าวทิพย์ เป็นประเพณีที่สร้างความสามัคคีในกลุ่มชนในอันที่จะร่วมกันนำเอาวัสดุข้าว ของต่าง ๆ มาร่วมทำบุญ เมื่อเสร็จและถวายเป็นพุทธบูชาก็แบ่งปันกันไปรับประทานเพื่อความเป็นสิริ มงคล

ที่มาประเพณีกวนข้าวทิพย์ หรือข้าวมธุปายาธ : ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/

ประเพณีไทย ประเพณีงานปอย

ความสำคัญของประเพณีงานปอย

หมายถึงงานฉลอง งานสมโภชรื่นเริง แบ่งได้ ๔ ประเภท คือ
๑. งานปอยหน้อย
๒. งานปอยหลวง
๓. งานปอยข้าวสังข์
๔. งานปอยล้อ

สาระของประเพณีงานปอย

งานปอยหน้อย
หมายถึงปอยบวชและปอยเป็ก ที่ได้ชื่อเช่นนี้เพราะเป็นงานรื่นเริงส่วนบุคคลระหว่างพ่อแม่ของนาคญาติและ มิตรใกล้เคียงเท่านั้น เป็นการฉลองไม่ใหญ่โต จึงเรียกว่า ปอยหน้อย หมายถึงปอยหรืองานเล็ก ๆ

งานปอยหลวง
หมายถึงงานสมโภชใหญ่ ได้แก่การฉลองถาวรวัตถุประจำหมู่บ้าน เช่น โบสถ์ วิหาร กุฏิสงฆ์ เจดีย์เป็นต้น เป็นงานมหกรรมที่ใช้เวลาหลายวัน มีประชาชนและหัววัดต่าง ๆ (มาจากวัดอื่น ๆ) มาร่วมเป็นจำนวนมาก จึงเรียกว่า ปอยหลวง หมายถึงปอยหรืองานใหญ่

งานปอยข้าวสังข์
หมายถึงงานอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ลูกหลาน ญาติ พี่น้อง จะจัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้อาหาร เพื่อจะอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว จะมีการนิมนต์พระสงฆ์ มารับเครื่องไทยทานในตอนเช้าหรือเพลก็ได้ งานนี้อาจจะมีมหรสพการละเล่น มาในงานทำให้เกิดความสนุกเพลิดเพลินได้

งานปอยล้อ
หมายถึง งานศพพระสงฆ์ที่เป็นพระเถระผู้ใหญ่เป็นที่เคารพสักการะ หรือเป็นเจ้าบ้าน เจ้านคร เมื่อตายลงประชาชนญาติมิตรจะจัดงานศพให้ใหญ่โต จัดทำปราสาทใส่ศพเป็นยอดจตุรมุขสวยงามมาก ศพผู้ตายที่ได้ใส่ปราสาทถือว่าเป็นเกียรติยศอย่างยิ่ง

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีงานปอย : ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/

ประเพณีไทย ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำ


ปากน้ำประแส เป็นเมืองที่ติดชายทะเลแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง ที่มีประเพณีการทอดผ้าป่าที่แปลกกว่าที่อื่น ๆ คือ ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำ สืบเนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมง ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือตลอด เรือจึงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของพวกเขา ชาวประมงเวลาอยากทำบุญบ้าน (เรือ) ให้เป็นสิริมงคล จึงได้มีการจัดทำบุญทอดผ้าป่าขึ้นในเรือ ซึ่งเป็นประเพณีที่มีมานานกว่า ๑๐๐ ปี จากการสอบถามบุคคลเก่าของชุมชนปากน้ำประแส เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ คือ คุณแม่มณี หวานเสนาะ เกิดปี พ.ศ.๒๔๓๗ และคุณแม่พวง บุญช่วยรอด เกิดปี พ.ศ.๒๔๔๔ เดิมชาวประแสที่ปลูกบ้านเรือนอยู่ชายหาด ชายคลองแม่น้ำประแส ตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน ไม่หนาแน่นนัก มีอาชีพหาปลาโดยวิธีตกเบ็ด ยกยอ ทอดแห ดักรอก ฯลฯ ใช้พาหนะเรือแจวบ้าง เรือพายบ้าง ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธมาแต่บรรพบุรุษ เมื่อมีเงินมีทองก็คิดจะทำบุญ ซึ่งชาวประแสจะมีประเพณีอยู่อย่างหนึ่ง เวลาบ้านใดทำบุญบ้าน งานแต่งงาน ต้องมีการทอดผ้าป่าด้วย ผู้ที่ปลูกบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำลำคลองถ้าจะทำบุญทอดผ้าป่าส่วนมากต้อง อาศัยเรือตัดไม้มาทำพุ่มผ้าป่า ใช้ไม้ไผ่ปักไว้ด้านหัวเรือ-ท้ายเรือ แล้วนิมนต์พระไปสวดมนต์ที่บ้าน เวลาขากลับนิมนต์ชักผ้าป่าในเรือ แต่บางแห่งชักผ้าป่าก่อนสวดมนต์ก็มี แต่บางแห่งถึงบ้านชักผ้าป่าก่อนก็มี แต่การจัดทำบุญทุกครั้งคราว เข้าใจว่า ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่เกิดของ ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำ ของชาวประแส

ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำ ถือเป็น ประเพณีไทย ที่ ได้สืบทอดมาระยะยาวนานแต่ได้มีการหยุดการจัดไประยะหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๔ เนื่องจากเกิดสงครามอินโดจีน แล้วนำมาเริ่มจัดใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๘๗ ในช่วงแรก ๆ จะทำพุ่มผ้าป่าไว้บนเรือแล้วนิมนต์พระภิกษุไปชักพุ่มผ้าป่าบนเรือ ต่อมาคณะกรรมการฯ เห็นว่าเป็นการสร้างความลำบากให้กับพระภิกษุ จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงการทำพิธีชักผ้าป่า โดยให้ชาวประมงมาจัดพุ่มผ้าป่าไว้ตามบ้านแล้วพระภิกษุจับสลากหมายเลขพุ่ม ผ้าป่า และในปัจจุบันได้มีการวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ มีการเปลี่ยนแปลงโดยมีการทำแพผ้าป่าไว้กลางแม่น้ำประแส พร้อมนิมนต์พระทำพิธีทอดผ้าป่าบนแพ ส่วนพุ่มผ้าป่าตามบ้านเรือนประชาชนก็คงไว้เหมือนเดิม พระภิกษุจะจับสลากหมายเลขพุ่ม แล้วเดินชักพุ่มผ้าป่าตามหมายเลขที่จับได้ และมีการจัดงานมหรสพประมาณ ๓-๔ วัน จัดขึ้นทุกปี วันทอดผ้าป่ากลางน้ำ จะตรงกับวันเพ็ญ เดือนสิบสอง ส่วนวันอื่น ๆ แล้วแต่คณะกรรมการจัดงานจะกำหนดกันในแต่ละปี นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแข่งเรือพาย การดำน้ำ ว่ายน้ำ มวยทะเล ประกวดเรือ ประกวดร้องเพลง จัดดนตรีชมงาน ฯลฯ

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำ : เทศบาลตำบลปากน้ำประแส

ประเพณีไทย ประเพณีบุญข้าวจี่


ประเพณีบุญข้าวจี่ ปิดทองบวงสรวงหลวงพ่อพระไชยเชษฐา นับว่าเป็นประเพณีไทยเก่า แก่อีกอย่างหนึ่งของชาวบ้านในพื้นที่ของอำเภอสุวรรณ คูหา ซึ่งได้จัดขึ้นที่บริเวณ วัดถ้ำสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ถือเป็นงานประเพณีที่สำคัญของชาวอำเภอสุวรรณคูหา จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เพื่อเป็นการสักการะบวงสรวง สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างในอดีต ซึ่งเล่าขานสืบต่อกันมาว่า เป็นผู้บุกเบิกก่อตั้ง วัดถ้ำสุวรรณคูหาแห่งนี้ และสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นประจำวัด ปางมุจรินทร์ หรือปางนาคปรก หรือรู้จักกันโดยทั่วไปในนาม “หลวงพ่อพระไชยเชษฐา” ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่ชาวอำเภอสุวรรณคูหาให้ความเคารพนับถือมาตั้งแต่สมัยโบราณ

การจัดงานในปีนี้ นอกจากเพื่อเป็นการสืบสานประเพณีไทยและ วัฒนธรรมอันดีงานของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไปแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกระดับสถานที่ท่องเที่ยว วัดถ้ำสุวรรณคูหา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆของอำเภอสุวรรณคูหา

สำหรับข้าวจี่ คือ ข้าวเหนียวนึ่งให้สุขแล้วนำมาปั้นเป็นก้อนโตประมาณเท่าไข่เป็ดขนาดใหญ่หรือ ผลมะตูมขนาดกลาง ปั้นให้แน่นแล้วทาเกลือให้ทั่วเสียบใส่ไม้ย่างไฟหรือจะย่างบนตะแกรงเหล็กก็ ได้ด้วยถ่านไฟพลิกไปมาให้สุกเหลืองพอดีจนทั่วจึงเอาออกมาทาด้วยไข่ ซึ่งไข่นั้นจะต้องตีให้ไข่ขาวและไข่แดงเข้ากันดีแล้วทาจนทั่วปั่นข้าวเอาไป ย่างไฟให้สุกอีกทีหนึ่ง บางแห่งนิยมใส่น้ำอ้อยด้วย ดังคำโบราณที่ว่า “ เดือนสามค้อยเจ้าหัวคอยปั่นข้าวจี่ ข้าวจี่บ่มีน้ำอ้อยจัวน้อยเช็ดน้ำตา ”

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีบุญข้าวจี่ : baanjomyut.com

ประเพณีไทย ประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

 

ช่วงเวลาที่จัดงานประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

วันแรม ๘ ค่ำ ถึงวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ รวม ๘ วัน เป็นวันประกอบพิธีพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม จากนั้นในวันที่ ๙ คือ วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันถวายพระเพลิง

ความสำคัญของประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

ประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่บ้านหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมานานนับร้อยปี บนพื้นฐานความเชื่อว่าพุทธศาสนิกชนที่ได้ร่วมถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า จะได้บุญกุศลอย่างแรงกล้า

พิธีกรรมของประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

ก่อนงานชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจกันสร้างโลงและรูปจำลองของพระพุทธเจ้า แล้วนำไปตั้งเบื้องหน้าพระประธานในพระอุโบสถ ครั้นวันแรม ๘-๑๕ ค่ำ พระสงฆ์จะลงสวดพระอภิธรรมตั้งแต่ ๒๐.๐๐ น. เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นกุศลแก่ผู้สดับธรรม แต่ละคืนชาวบ้านจะร่วมกันนำจตุปัจจัยมาถวายแด่พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นการทำบุญ ครั้นวันขึ้น ๑ ค่ำ หลังสวดพระอภิธรรมก็จะมีการนำเอาโลงและรูปจำลองของพระพุทธเจ้า แห่เวียนรอบพระเมรุมาศจำลอง แล้วจึงยกขึ้นวางบนจิตกาธาน พระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุล ถวายดอกไม้จันทน์ร่วมกับชาวบ้านแล้วถวายพระเพลิง

สาระของประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

เนื้อหาประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าคือ การระลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เสด็จปรินิพานอันเป็นการหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาทั้งปวง ก่อให้เกิดสติที่ไม่ติดยึดอยู่กับวัตถุใดๆ และเห็นชีวิตเป็นอนิจจัง

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า : ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/

ประเพณีไทย ประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้า อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน (ประเพณีเข้ากรรมเมือง)

 

ช่วงเวลาที่จัดงานประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้า อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน (ประเพณีเข้ากรรมเมือง) :

จัดทุกๆ ๓ ปี หรือเรียกว่า สามปี๋สี่ฮวงข้าว

ความสำคัญของประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้า อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน (ประเพณีเข้ากรรมเมือง)

เป็นประเพณีที่มีความสำคัญยิ่งของไทลื้อ จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไทลื้อได้เล่าต่อๆกันมาว่าเจ้าหลวงเมืองล้า คือ เจ้าเมืองที่ปกครองเมืองล้าในดินแดนสิบสองปันนา เป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถ และเป็นทั้งแม่ทัพนายกองของชาวไทลื้อเมืองล้าทั้งมวล และท่านได้สิ้นชีพิตักษัยในดินแดนสิบสองปันนา ในส่วนบริวารหรือผู้ช่วยของเจ้าหลวงเมืองล้าประกอบด้วย หิ่งช้าง หิ่งม้า ล่ามเมือง หาบมาด แจ่งฝ่าย เชียงล้านโอ๊ก่า ช้างเผือก ปูก่าผมเขียวดำแดง ปางแสน ปางสา ปางเม็ด ม่อนเชียง คือ ปากท่อทั้งห้า บ่อต่วน สวนตาลเมืองหลุก อ่างเรียง และม่านตอง

พิธีกรรมของประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้า อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน (ประเพณีเข้ากรรมเมือง)

เมื่อใกล้ถึงประเพณีเข้ากรรมเมือง ตัวแทนชาวไทลื้อทั้งสามหมู่บ้านได้แก่ บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่างและบ้านดอนมูล จะมาประชุมกันเพื่อกำหนดพิธีการและมอบหมายหน้าที่การงานกัน และที่สำคัญอย่างยิ่งจะมีการคัดเลือกบุคคลที่สืบเชื้อสายทางสายโลหิตของเจ้า หลวงเมืองล้า จำนวน ๑ คน มาเป็นตัวแทนชาวไทลื้อทั้งหมด เรียกว่าเจ้าเมือง ส่วนใหญ่มักจะคัดมาจากชาวไทลื้อบ้านดอนมูลซึ่งจะเป็นประธานในพิธีบวงสรวง และคัดเลือกชาวบ้านหนองบัว ที่สืบเชื้อสายมาจากหมอเมืองอีก ๑ คนหมอเมืองจะมีหน้าที่ป้อนอาหารในพิธีบวงสรวง เรียกว่า เจ้ายั๊ก หลังจากนั้นจะเลือกวันประกอบพิธีบวงสรวงโดยเลือกวันที่ดีที่สุดว่า วันเฒ่า การเข้ากรรมเมืองจะมีด้วยกันทั้งหมด ๓ วัน ซึ่งแต่ละวันจะมีกิจกรรมดังนี้
วันแรกประมาณ ๑๖.๐๐ น ชาวไทลื้อทั้ง ๓ หมู่บ้านจะปิดกั้นเขตแดน เข้า-ออก ของหมู่บ้านด้วย ตาแหลว (ใช้ไม้ไผ่สานคล้ายพัด) เมื่อปิดตาแหลวแล้วจะประกาศห้ามคนในหมู่บ้านออกนอกเขตตาแหลว และห้ามติดต่อกับภายนอกหมู่บ้านเป็นเวลา ๓ วัน และห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปในหมู่บ้านเช่นเดียวกัน ใครฝ่าฝืนจะถูกปรับไหมเป็นเงินทองแล้วแต่จะตกลงกันเพราะประเพณีนี้จะเป็น ประเพณีที่มีเฉพาะในหมู่ชาวไทลื้อเชื้อสายเมืองล้าเท่านั้นจึงไม่ต้องการให้ คนภายนอกล่วงรู้ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อถึงเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น จะแห่ เจ้าเมือง และหมอเมือง ไปยังสถานประกอบพิธีแห่งที่ ๑ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตบ้านหนองบัว โดยเจ้าเมือง และหมอเมืองจะพักอยู่ในที่พักที่จัดไว้ให้คนละหลัง ที่พักนี้สร้างขึ้นไว้สำหรับพิธีนี้โดยเฉพาะ เมื่อเสร็จพิธีแล้วรื้อถอนทิ้งไป ครั้งถึงพิธีครั้งใหม่ก็จะสร้างขึ้นใหม่อีก ในบริเวณสถานที่ประกอบพิธีแห่งที่ ๑ จะมีมหรสพสมโภชทั้งกลางวันและกลางคืน และที่นิยมเล่นกันมากที่สุดคือการขับลื้อ นอกจากนี้จะมีการละเล่นพื้นเมือง เช่น การเล่นมะกอน (โยนหมอนผ้าหรือลูกช่วง) การเล่นมะไข่เต่า การเล่นสะบ้า การขึ้นเสาน้ำมัน ตะกร้อลอดบ่วง เป็นต้น

วันที่สองเป็นวันที่ชาวไทลื้อถือกันว่ามีความสำคัญที่สุดในระหว่างการอยู่ กรรมเมืองเพราะจะมีการประกอบพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้าที่ยิ่ง ใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ พิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเวลาหลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว) โดยจะมีการแห่เจ้าเมือง หมอเมืองและสิ่งของที่ใช้สำหรับพิธีบวงสรวง ในขบวนแห่เจ้าเมือง หมอเมืองจะมีบ่าวหมอให้การอารักขาอย่างใกล้ชิด ขบวนแห่ดังกล่าวจะมุ่งตรงไปยังสถานที่ประกอบพิธีแห่งที่ ๒ ซึ่งเรียกว่า ปางเมือง (ปัจจุบันคืออนุสาวรีย์เจ้าหลวงเมืองล้า) ซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่ประกอบพิธีแห่งที่ ๑ ประมาณ ๑๐๐ เมตร โดยจะจัดขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่เพราะชาวไทลื้อทั้ง ๓ หมู่บ้านจะพร้อมใจกันมาร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์อย่างคับคั่งทุกครั้ง เจ้าเมืองจะแต่งกายสีแดงล้วนก่อนที่ขบวนแห่จะเคลื่อนออกไป เจ้าเมืองกับหมอเมืองจะทำการทักทายกัน ณ บริเวณหน้าที่พักของเจ้าเมืองโดยทั้งคู่จะเหยียบตาบเหล็ก (เหล็กแผ่น) คนละแผ่น หมอเมืองจะทักขึ้นมาก่อนว่าเจ้าเมืองฮ่องหมอเมืองมาสัง (เจ้าเมืองเรียกหมอเมืองมาทำไม) เจ้าเมืองจะตอบว่า สองปี๋ฮาม สามปี๋คอบ ขอบดังมน ผีเมืองถูกจ้าด้ามเมืองถูกกิน หมอเมืองมาเฮือน ให้หมอนั่งตั่งหมองเมืองเซา (สรุปความว่าประเพณีบวงสรวงได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง ขอให้หมอเมืองขึ้นไปพักผ่อนบนบ้านก่อน) เมื่อขึ้นบนบ้านแล้วบ่าวหมอ (คนใช้หมอเมือง) จะทำหน้าที่ป้อน หมาก เมี่ยง และของกินอื่นๆแก่เจ้าเมือง เมื่อได้เวลาอันสมควรแล้วขบวนแห่จะเคลื่อนไปยังสถานที่แห่งที่ ๒ เพื่อทำพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้าต่อไป สิ่งของที่จะนำมาบวงสรวงนั้นจะประกอบด้วยสัตว์ ๔ เท้า และสัตว์ ๒ เท้า สัตว์ ๔ เท้า ได้แก่ วัว ควาย หมูดำ หมูขาวอย่างละ ๑ตัว ส่วนสัตว์ ๒ เท้า ได้แก่ ไก่

ในระหว่างการเคลื่อนขบวน หมอเมืองจะแวะเซ่นบวงสรวงบริวารเจ้าหลวงเมืองคือ หิ่งช้าง หิ่งม้า ซึ่งจะมีหออยู่สองหอโดยใช้ไก่เป็นๆ ทำการเซ่นสรวง จากนั้นขบวนจะเคลื่อนที่ต่อไปจนถึงสถานที่ประกอบพิธีแห่งที่ ๒ เมื่อถึงบริเวณสถานที่ประกอบพิธีดังกล่าว เจ้าเมืองและหมอเมืองจะสักการะดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองหล้าก่อน จากนั้นจึงเซ่นสรวงบริวารของเจ้าหลวง จะมีหออยู่ทั้งหมด ๓๒ หอ โดยใช้ไก่เป็นๆ หมอเมืองจะถอนขนไก่แล้วเอาข้าวสุกปั้นเป็นก้อนจิ้มลงไปที่ตัวไก่แล้ววางไว้ ที่หอ ส่วนไก่นั้นจะโยนขึ้นเหนือศีรษะเพื่อปล่อยออกไป ช่วงนั้นจะมีการแย่งชิงไก่เพื่อนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว เสร็จแล้วจึงจะเป็นพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้าอันศักดิ์สิทธิ์ต่อ ไป ซึ่งจะต้องเซ่นสรวงด้วย สัตว์ ๔ เท้า อันได้แก่ วัวควาย หมูดำ หมูขาว สัตว์ดังกล่าวจะต้องผ่านพิธีลงดาบเสียก่อน แล้วจึงจะชำแหละเอาเนื้อมาเข้าเซ่นวิญญาณ ส่วนเนื้อที่เหลือลูกหลานชาวไทลื้อที่มาร่วมพิธีจะแบ่งปันกันไปประกอบอาหาร ซึ่งจะประกอบกันบริเวณใต้ถุนบ้าน ห้ามนำขึ้นไปประกอบบนบ้านโดยเด็ดขาด
วันที่สาม จะมีการเซ่นสรวงเทวดาอู ซึ่งหอเทวดาอูจะอยู่นอกบริเวณสถานที่ทั้งสอง ตอนบ่ายจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเจ้าเมือง หมอเมืองกลับสู่หมู่บ้านของตนเอง หลังจากนั้นจะเปิดสิ่งปิดกั้นหมู่บ้านออกเรียกว่าการเปิดแหลว หรือ ต้างแหลว จากนี้ไปชาวไทลื้อเชื้อสายเมืองล้าจะไปไหนมาไหนได้ตามปกติ

สาระของประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้า อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน (ประเพณีเข้ากรรมเมือง)

ชาวไทลื้อที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง ตำบลป่าผา และบ้านดอนมูลตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่านนั้น เชื่อว่าอพยพมาจากเมืองล้าแคว้นสิบสองปันนา โดยอพยพมาราว พ.ศ.๒๓๙๔ สมัยพระญาวชิตวงศ์ (เจ้าอนันตวรฤทธิเดช) เจ้าผู้ครองนครน่าน ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยสาเหตุหนีภัยสงคราม
ประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้า เป็นความเชื่อความศรัทธาของชาวไทลื้อในการไหว้บรรพบุรุษ และเป็นการรวมญาติพี่น้องให้ได้มาพบปะกันทุกๆ ๓ ปี เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของเผ่าชน

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้า อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน (ประเพณีเข้ากรรมเมือง) : ประเพณีไทยดอทคอม http://www.prapayneethai.com/

ประเพณีไทย ประเพณีห่มผ้าพระเจดีย์กลางน้ำ


ประเพณีห่มผ้าพระเจดีย์กลางน้ำ เป็นประเพณีไทยของชาวจังหวัดระยอง ที่อยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย เรามาท้าวความถึงประวัติความเป็นมากันก่อน

เจดีย์กลางน้ำตั้งอยู่ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดย่อม สูงราว 10 เมตร ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำระยอง ท่างกลางป่าชายเลนที่ยาวเหยียด มีน้ำล้อมรอบ เนื้อที่ราว 52 ไร่ เทศบาลนครระยองได้สร้างสะพานคอนกรีตเข้าไปสู่เจดีย์ เจดีย์นี้สร้าง พ. ศ. 2416 ในสมัยพระยาศรีสมุทรโภคชัยชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) เป็นเจ้าเมืองระยอง สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ให้ชาวเรือหรือผู้โดยสารที่เดินทางผ่านถึงบริเวณนั้นได้ทราบว่ามาถึงเมือง ระยองแล้ว สมัยโบราณมีแต่เส้นทางคมนาคมทางน้ำเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะเข้าสู่ตัว เมืองระยองได้สะดวก ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างเจริญรอยตามแบบ พระสมุทรเจดีย์ หรือ เจดีย์กลางน้ำ เมืองสมุทรปราการที่เป็นสัญลักษณ์ให้บรรดาผู้เดินทางผ่านมาถึงจุดนี้ทราบว่า ใกล้จะถึงกรุงเทพมหานครแล้ว เจดีย์กลางน้ำถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดระยอง และเป็นสิ่งที่ชาวระยองเคารพนับถือมาก ราวกลางเดือน 12 ของทุกปีซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก

งานประเพณีทอดกฐินและงานประเพณีห่มผ้าพระเจดีย์กลางน้ำ นอกจากนั้นจะมีงานลอยกระทงแข่งเรือยาว ประเพณีห่มผ้าพระเจดีย์นั้น ผ้าที่จะนำมาห่มต้องเป็นผ้าสีแดง มีความยาว 6 เมตร ใช้คน 2 คนปีนขึ้นไปห่มส่วนบนของเจดีย์ บริเวณรอบๆเจดีย์มีการปลูกป่าสน ทำให้ร่มรื่นสวยงามจึงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองในเวลาว่างอีก ด้วย ปัจจุบันเทศบาลนครระยองได้ทำการบูรณะพระเจดีย์และบริเวณรอบองค์อย่างสวยงาม สร้างสะพานคอนกรีตให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมป่าชายเลนอีกด้วย

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีห่มผ้าพระเจดีย์กลางน้ำ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ประเพณีไทย ประเพณีแห่เทียนพรรษา


ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาเป็นประเพณีไทยเนื่องในพระพุทธศาสนากระทำกัน ในวันเข้าพรรษา ในสมัยแรกยังไม่มีประเพณีแห่เทียนเช่น ปัจจุบัน ชาวบ้านจะฝั่นเทียนยาวรอบศีรษะไปถวายพระเพื่อจุดบูชา จำพรรษา หาน้ำมันไปถวายพระสงฆ์และหาเครื่องไทยทานและผ้าอาบน้ำฝน ไปถวายพระสงฆ์

ต่อมาในสมัยพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสุธรรมสิมธิประสงค์ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ที่เมืองอุบลฯ คราวหนึ่งมีการแห่บั้งไฟที่วัดกลาง มีคนไปดูมาก ในการแห่บั้งไฟมีการทะเลาะวิวาททุบตีกันถึงแก่ความตาย ทรงเห็นว่าประเพณีบุญบั้งไฟไม่ เหมาะสมเพราะบางครั้งบั้งไฟแตกถูกประชาชนบาดเจ็บ มีการเล่นคลุกดินคลุกโคลนสกปรกเลอะเทอะ ทั้งไม่ใช้ประเพณีทางศาสนาจึงให้ ยกเลิกประเพณีนี้ เปลี่ยนเป็นประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาแทน

การแห่เทียนเข้าพรรษาแต่เดิมไม่ได้ทำใหญ่โตเช่นปัจจุบัน ชาวบ้านร่วมกัน บริจาคเทียนแล้วนำเทียนมาติดกับลำไม้ไผ่ หากกระดาษสีเงินสีทองเป็นลายฟันปลา บิดตามรอยต่อเสร็จแล้วก็แห่ไปถวายวัด ส่วนการทำเทียนในปัจจุบันแบ่งเป็น ๒ ประเภท แบบติดพิมพ์ และแบบแกะสลัก

การทำเทียนแบบติดพิมพ์ ใช้เครื่องมืออุปกรณ์มาก ขั้นตอนสลับซับซ้อนโดยวิธีพิมพ์ดอกจากแบบพิมพ์ แล้วนำมาติดกับลำต้น ลวดลายละเอียดเล็กยาว ไม่นูนหนา ลำต้นเทียนเล็กกว่าแกะสลัก
การทำเทียนแบบแกะสลัก วิธีการจะไม่สลับซับซ้อน ลักษณะลำต้นใหญ่กว่าแบบติดพิมพ์ การแกะดอกหรือการแกะสลักหรือการแกะสลักลวดลายจะแกะจากลำต้น ลวดลายมีขนาดใหญ่ นูนหนา ลึกสลักซับซ้อน

ช่างเทียนคนแรกคือ พ่อโพธิ์ ส่งศรี ส่วนช่างแกะสลักเทียนที่มี ชื่อเสียงในปัจจุบันถ้าเป็นประเภทติดพิมพ์คือ นายประดับ ก้อนแก้ว ช่างเทียนประเภทแกะสลักได้แก่ นายอุตส่าห์ จันทรวิจิตร ทั้งสองท่านได้รับ การยกย่องเป็นบุคคลดีเด่นด้านวัฒนธรรม สาขาวิจิตรศิลป์ของ สำนักงาน วัฒนธรรมแห่งชาติ

ที่มาประเพณีไทย ประเพณีแห่เทียนพรรษา : kanchanapisek.or.th